top of page

ขานรับนโยบายรัฐ ยกระดับโรงพยาบาลเอกชนด้วยระบบ HIS มาตรฐานสากล

  • 1 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 3 นาที

อัปเดตเมื่อ 33 นาทีที่ผ่านมา

เจาะลึกฟีเจอร์ MEDHIS ที่สอดรับกับ 5 เสาหลักนโยบายสาธารณสุข 2569 ยกระดับประสิทธิภาพการรักษาพยาบาลด้วย AI และมาตรฐานข้อมูล HL7 FHIR เพื่อความยั่งยืนของสถานพยาบาลเอกชนยุคดิจิทัล


ขานรับนโยบายรัฐ ยกระดับโรงพยาบาลเอกชนด้วยระบบ HIS มาตรฐานสากล

Table of Contents



Key Takeaways 


  • นโยบายสาธารณสุข 2569 มุ่งเน้นการยกระดับ "หมอพร้อม+" สู่ Super App ที่เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพและระบบนัดหมายออนไลน์ทั่วประเทศ

  • โรงพยาบาลเอกชนที่ปรับตัวจะได้รับประโยชน์จากการเชื่อมต่อระบบ e-Claim ที่รวดเร็ว การดึงดูดผู้ป่วยต่างชาติ และการใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจใหม่

  • MEDHIS รองรับการทำงานแบบไร้รอยต่อด้วย 21 โมดูลหลัก พร้อมการเชื่อมต่อ AI ชั้นนำอย่าง เพื่อลดภาระงานเอกสารและเพิ่มความแม่นยำในการเบิกจ่าย

  • การเตรียมความพร้อมทางเทคนิคต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยข้อมูล PDPA การทำ Data Migration จากระบบเดิม และการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ผ่านทีมงาน MEDHIS



การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศสุขภาพในประเทศไทยปี 2569 มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนภายใต้นโยบาย "หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการผ่านเทคโนโลยี" ทิศทางนี้ส่งผลให้โรงพยาบาลเอกชนขนาดกลางถึงใหญ่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับร่างพระราชบัญญัติสุขภาพดิจิทัลและการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพทั่วประเทศผ่านมาตรฐาน HL7 FHIR รายงานฉบับนี้วิเคราะห์ถึงความจำเป็นที่สถานพยาบาลเอกชนต้องขานรับนโยบายรัฐบาลเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในฐานะศูนย์กลางการแพทย์ระดับโลก (Medical Hub) พร้อมนำเสนอระบบ MEDHIS ในฐานะเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการผ่าน 5 เสาหลักการพัฒนา ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การดูแลคนทุกช่วงวัย การผสานนวัตกรรมดิจิทัล การสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และการยกระดับคุณภาพชีวิตบุคลากร ผ่านฟีเจอร์ที่ล้ำสมัย อาทิ ระบบ EMR เต็มรูปแบบ สถาปัตยกรรม API-First ที่ทลายกำแพงข้อมูล (Data Silos) และการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (Medical AI) เพื่อความแม่นยำในการรักษาและการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ


ทิศทางนโยบายสาธารณสุขและยุทธศาสตร์ดิจิทัลเพื่อการเปลี่ยนแปลง


ทิศทางนโยบายสาธารณสุขและยุทธศาสตร์ดิจิทัลเพื่อการเปลี่ยนแปลง

สถานการณ์สาธารณสุขของประเทศไทยในปี 2569 กำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการปฏิรูปครั้งใหญ่ที่กำหนดทิศทางโดยกระทรวงสาธารณสุข เพื่อมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานภายใต้วิสัยทัศน์ที่ยึดเอาเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นฟันเฟืองหลัก นโยบายสำคัญอย่าง "หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการผ่านเทคโนโลยี" ไม่ได้เป็นเพียงสโลแกนเพื่อการประชาสัมพันธ์ แต่คือพิมพ์เขียวเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลสุขภาพของประเทศ แกนกลางของนโยบายนี้คือการพัฒนาแอปพลิเคชัน "หมอพร้อม+" ให้เป็น Super App ทางด้านสุขภาพที่ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทุกอย่างได้ในที่เดียว ตั้งแต่การนัดหมายออนไลน์ การรับผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ไปจนถึงการเข้าถึงประวัติการรักษาส่วนบุคคล (Personal Health Record - PHR)


ในมิติของการเชื่อมโยงข้อมูล รัฐบาลมีเป้าหมายในการสร้างระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ (National Health Information Exchange - HIE) ที่ใช้มาตรฐานสากลอย่าง HL7 FHIR เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยสามารถรับส่งระหว่างสถานพยาบาลได้อย่างปลอดภัยและไร้รอยต่อ นโยบายนี้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรมผ่านการเตรียมความพร้อมของร่างพระราชบัญญัติสุขภาพดิจิทัล ซึ่งจะเป็นกฎหมายหลักในการกำกับดูแลการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพ การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ในภาคส่วนสาธารณสุขสำหรับโรงพยาบาลเอกชน ทิศทางดังกล่าวหมายถึงความจำเป็นในการอัปเกรดระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (Hospital Information System - HIS) จากระบบปิดที่ใช้งานเฉพาะภายใน (Silo System) ไปสู่ระบบเปิดที่รองรับการเชื่อมต่อกับระบบกลางของรัฐบาลและแพลตฟอร์มภายนอก


นอกจากนี้ นโยบายสาธารณสุข 2569 ยังมุ่งเน้นการขับเคลื่อน "เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่" ผ่านอุตสาหกรรมการแพทย์มูลค่าสูง (High-Value Healthcare) โดยการผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical & Wellness Hub) ทิศทางนี้ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ที่ใช้ข้อมูลพันธุกรรมและปัญญาประดิษฐ์ในการวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความงาม ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของโรงพยาบาลเอกชนขนาดกลางถึงใหญ่ การที่โรงพยาบาลเอกชนขานรับนโยบายเหล่านี้จึงเป็นการสร้างโอกาสในการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติและกลุ่มชนชั้นกลางที่มีอำนาจซื้อสูง ซึ่งต้องการความสะดวกสบายและมาตรฐานเทคโนโลยีระดับสากล



ประโยชน์ของการบูรณาการเทคโนโลยีสุขภาพต่อผู้ป่วยและสถานพยาบาล

ประโยชน์ของการบูรณาการเทคโนโลยีสุขภาพต่อผู้ป่วยและสถานพยาบาล

ความจำเป็นที่โรงพยาบาลเอกชนต้องขานรับนโยบายสาธารณสุข 2569 ไม่ได้มาจากปัจจัยด้านกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจและความยั่งยืนขององค์กร การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Super-Aged Society) โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 21 ในปี 2569 ส่งผลให้ความต้องการบริการทางการแพทย์มีความซับซ้อนมากขึ้น  ผู้ป่วยกลุ่มนี้รวมถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่มีพฤติกรรมคาดหวังประสบการณ์การรักษาแบบไร้รอยต่อ (Seamless Patient Journey) ที่สามารถจัดการทุกอย่างผ่านสมาร์ทโฟนได้ โรงพยาบาลที่สามารถเชื่อมต่อกับ Super App "หมอพร้อม+" ของรัฐบาล จะสามารถเข้าถึงฐานผู้ใช้งานจำนวนมหาศาลและสร้างความสะดวกในการนัดหมายหรือรับคำปรึกษาทางไกล (Telemedicine 2.0) ซึ่งช่วยลดความแออัดในสถานพยาบาลและเพิ่มความพึงพอใจให้แก่ผู้รับบริการ 


ในมิติของผู้ป่วย การที่สถานพยาบาลเอกชนใช้ระบบ HIS ที่รองรับมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูล จะช่วยให้คนไข้ไม่ต้องพกพาเอกสารเวชระเบียนหรือฟิล์มเอกซเรย์ไปมาระหว่างโรงพยาบาล ลดความเสี่ยงจากการรักษาผิดพลาดเนื่องจากข้อมูลไม่ครบถ้วน และเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ยาผ่านระบบการตรวจสอบประวัติการแพ้ยาและประวัติการรักษาเดิมที่เชื่อมโยงกัน นอกจากนี้ การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลได้โดยตรงยังช่วยส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ทำให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการวางแผนการรักษาและดูแลตนเองได้ดีขึ้น สอดคล้องกับแนวคิด Patient-Centric ที่เป็นหัวใจของการแพทย์ยุคใหม่


สำหรับมุมมองของสถานพยาบาล การขานรับนโยบายดิจิทัลสุขภาพมอบประโยชน์ในด้านการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ระบบ HIS ยุคใหม่ที่เชื่อมต่อกับระบบ e-Claim ของรัฐบาลและบริษัทประกันภัย จะช่วยลดระยะเวลาและขั้นตอนในกระบวนการเบิกจ่ายเงิน (Revenue Cycle Management) ป้องกันการถูกปฏิเสธเคลมเนื่องจากข้อผิดพลาดของข้อมูลเวชระเบียน  การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติ (Automation) เข้ามาใช้ในขั้นตอนการทำงานไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ตามเป้าหมาย "หมอไม่ล้า" แต่ยังช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เช่น การทำ Personalization แพลนสุขภาพที่เหมาะสมกับความเสี่ยงเฉพาะบุคคล ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าตลอดช่วงชีวิตของผู้ป่วย (Customer Lifetime Value)


ประโยชน์ต่อผู้ป่วย

ประโยชน์ต่อสถานพยาบาล

ผลกระทบระยะยาวต่อธุรกิจ

ไม่ต้องพกพาเวชระเบียนกระดาษ

ลดต้นทุนการบริหารจัดการเอกสารและคลัง

ยกระดับสู่ Smart Hospital มาตรฐานสากล

รับบริการรวดเร็วผ่านระบบออนไลน์

เพิ่มความแม่นยำในการรักษาด้วย AI และ CDSS

ดึงดูดนักลงทุนและกลุ่ม Medical Tourism

ลดความเสี่ยงจากการแพ้ยาและยาซ้ำซ้อน

ระบบเบิกจ่าย (e-Claim) รวดเร็วและแม่นยำ

สร้างความยั่งยืนทางการเงินและกระแสเงินสด


เจาะลึกความสามารถของ MEDHIS ระบบ HIS ที่สอดรับกับห้าเสาหลักการพัฒนา


เจาะลึกความสามารถของ MEDHIS ระบบ HIS ที่สอดรับกับห้าเสาหลักการพัฒนา

ระบบ MEDHIS ถูกพัฒนาต่อยอดจากพื้นฐานระบบ Centrix ซึ่งมีความน่าเชื่อถือในตลาดโรงพยาบาลของไทยและเคยเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้สถานพยาบาลได้รับการรับรองมาตรฐาน HIMSS EMRAM Stage 7 แห่งแรกในประเทศไทย  ด้วยการออกแบบที่เข้าใจระบบนิเวศสาธารณสุขไทยโดยทีมพัฒนาคนไทย ทำให้ MEDHIS สามารถตอบโจทย์นโยบาย 5 เสาหลักของกระทรวงสาธารณสุข 2569 ได้อย่างครอบคลุม ดังนี้


เสาหลักที่ 1 การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Efficiency)

หัวใจของการสร้างประสิทธิภาพในโรงพยาบาลขนาดใหญ่คือการลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนและทลายกำแพงข้อมูลระหว่างแผนก MEDHIS นำเสนอระบบ Electronic Medical Record (EMR) แบบเต็มรูปแบบที่เชื่อมต่อข้อมูลจาก 21 โมดูลหลักเข้าด้วยกัน ฟีเจอร์ "Single Source of Truth" ช่วยให้แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ส่วนหน้าเข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกันได้แบบ Real-time ผ่านสถาปัตยกรรม Web-based ที่รองรับการใช้งานบนทุกอุปกรณ์ นอกจากนี้ระบบยังรองรับสถาปัตยกรรม API-First ที่เปิดกว้างในการเชื่อมต่อกับระบบภายนอกและอุปกรณ์ Medical IoT ช่วยให้การจัดเก็บและส่งต่อผลการตรวจจากห้องปฏิบัติการหรือเครื่องวัดสัญญาณชีพเป็นไปอย่างอัตโนมัติ ลดความผิดพลาดจากลายมือแพทย์และลดระยะเวลาการรอคอยของผู้ป่วย


เสาหลักที่ 2 การดูแลคนทุกช่วงวัย (All Ages)

เพื่อตอบโจทย์การดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยสูงอายุ MEDHIS สามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบ Virtual Health Platform สำหรับการให้บริการทางการแพทย์ออนไลน์ ฟีเจอร์นี้ช่วยให้โรงพยาบาลเอกชนสามารถขยายขอบเขตการดูแลออกนอกกำแพงสถานพยาบาล รองรับทั้งการให้คำปรึกษาทางไกลสำหรับโรคทั่วไปและการติดตามอาการผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (NCDs) ในกลุ่มผู้สูงอายุผ่านระบบ Remote Monitoring การออกแบบระบบที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (Patient-Centric) ช่วยให้คนทุกช่วงวัยเข้าถึงประวัติการรักษาและนัดหมายผ่าน Super App ของรัฐบาลได้อย่างสะดวก สร้างประสบการณ์ที่ดีตลอดเส้นทางการรักษา (Patient Journey)


เสาหลักที่ 3 นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Innovation)

ความโดดเด่นของ MEDHIS ในปี 2569 คือการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (Medical AI) เข้ากับระบบงานหลักอย่างแนบแน่น ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร

  • Ambient Listening และ Speech-to-Text:  ช่วยแปลงเสียงสนทนาระหว่างแพทย์และคนไข้เป็นบันทึกทางการแพทย์ที่มีโครงสร้างได้ทันที ช่วยลดภาระงานเอกสารของแพทย์อย่างมหาศาล

  • Clinical Audit AI: สำหรับการลงรหัส ICD-10 อัตโนมัติ และการคำนวณค่ากลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมเพื่อความแม่นยำในการเบิกจ่าย

  • AI Healthcare Analyst: วิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยในระบบ HIS และแนะนำแนวทางในการรักษาผู้ป่วย ต่อยอดสู่ Personalization Healthcare


เสาหลักที่ 4 ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ (Economy)

การบริหารจัดการต้นทุนและการสร้างรายได้คือหัวใจของโรงพยาบาลเอกชน MEDHIS ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานผ่านนโยบาย "Paperless Hospital" ซึ่งลดค่าใช้จ่ายทั้งด้านวัสดุ พื้นที่จัดเก็บ และบุคลากรดูแลเอกสาร  ระบบ Scalable Architecture รองรับสถานพยาบาลที่มีโครงสร้าง Multi-Organizations ช่วยให้โรงพยาบาลเครือข่ายสามารถใช้ Master Data ร่วมกันเพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรองการสั่งซื้อเวชภัณฑ์และการบริหารทรัพยากรร่วม นอกจากนี้ โมดูล UC Authen และ Government Claim API ยังช่วยให้การเบิกจ่ายเงินจากกองทุนภาครัฐมีความรวดเร็วและแม่นยำ ลดโอกาสเกิดหนี้สูญจากการส่งเบิกที่ผิดพลาด


เสาหลักที่ 5 คุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่ (Staff Quality)

ตามแนวทาง "หมอไม่ล้า" MEDHIS ถูกออกแบบมาเพื่อลดความตึงเครียดของบุคลากรผ่าน Interface ที่ใช้งานง่าย (User-Friendly) และรองรับภาษาไทยเต็มรูปแบบ (Localization) ระบบมีฟังก์ชัน "Work List" สำหรับแพทย์ และ "Ward Board" สำหรับพยาบาลที่ช่วยจัดลำดับความสำคัญของงานและการจัดการเตียงได้อย่างเป็นระบบ  เครื่องมือเหล่านี้ช่วยลดเวลาที่ต้องเสียไปกับงานธุรการและหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยอย่างเต็มที่



แนวทางการเตรียมความพร้อมเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่โรงพยาบาลอัจฉริยะ


แนวทางการเตรียมความพร้อมเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่โรงพยาบาลอัจฉริยะ

การปรับตัวสู่ระบบสาธารณสุข 2569 สำหรับโรงพยาบาลเอกชนขนาดกลางถึงใหญ่ ไม่ใช่เพียงการซื้อซอฟต์แวร์ใหม่ แต่คือการปฏิรูปกระบวนการทำงานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั้งระบบ ความท้าทายหลักอยู่ที่การเชื่อมต่อระบบสารสนเทศเดิม (Legacy Systems) ที่อาจใช้งานมานานและไม่รองรับมาตรฐานข้อมูลใหม่ๆ สถานพยาบาลต้องเริ่มจากการทำ Technical Audit เพื่อประเมินความสามารถของระบบ HIS ปัจจุบันในด้าน Interoperability หรือความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น หากระบบเดิมไม่มีการพัฒนาต่อหรือไม่มี MA (Maintenance Service Agreement) การพิจารณาเปลี่ยนผ่านสู่ระบบใหม่อย่าง MEDHIS อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว 


ขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่งคือการจัดการข้อมูล (Data Governance) สถานพยาบาลต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องความสะอาดของข้อมูล (Data Cleansing) และการปรับโครงสร้างข้อมูลให้เป็นมาตรฐาน HL7 FHIR เพื่อรองรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ Super App ของรัฐบาลได้อย่างไร้รอยต่อ ระบบ MEDHIS มีประสบการณ์ในการทำ Data Migration จากระบบเดิม ช่วยให้การย้ายฐานข้อมูลผู้ป่วยเป็นไปอย่างปลอดภัยและประวัติการรักษาไม่สูญหาย ในขณะเดียวกัน มาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ตามเกณฑ์ PDPA ต้องถูกยกระดับผ่านการใช้ระบบ RBAC (Role-Based Access Control) และการเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) เพื่อป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น


ความสำเร็จในการทรานส์ฟอร์มไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการยอมรับของบุคลากร (User Adoption) โรงพยาบาลควรสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดรับนวัตกรรมและลดแรงต่อต้านการเปลี่ยนแปลง


ขั้นตอนการเตรียมตัว

การดำเนินงานเชิงปฏิบัติ

เป้าหมายและผลลัพธ์

  1. การประเมินทางเทคนิค

ตรวจสอบระบบ HIS เดิมและโครงสร้าง Network

ระบุช่องว่างความต้องการ (Gap Analysis)

  1. มาตรฐานข้อมูล

จัดทำ Data Mapping ตามมาตรฐาน HL7 FHIR

เชื่อมต่อกับระบบ HIE และรัฐบาลได้ทันที

  1. ความปลอดภัย

วางระบบ Cybersecurity และ PDPA Compliance

ป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลสุขภาพผู้ป่วย

  1. พัฒนาบุคลากร

อบรม ให้ความรู้บุคคลากร และชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ในการปรับตัว

ลดแรงต่อต้านและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ระบบ

  1. แผนสำรองระบบ

วางระบบ High Availability และ Hybrid Cloud

มั่นใจในเสถียรภาพระบบ 24/7


การเตรียมตัวที่รอบคอบจะช่วยให้โรงพยาบาลเอกชนสามารถข้ามผ่านอุปสรรคทางเทคนิคและบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปี 2569 ที่มีความผันผวนสูง การมีโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะจะช่วยให้สถานพยาบาลไม่เพียงแต่ขานรับนโยบายรัฐได้ทันท่วงที แต่ยังพร้อมที่จะเป็นผู้นำในตลาดการแพทย์ดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด


ความสำเร็จของโรงพยาบาลเอกชนขนาดกลางถึงใหญ่ในปี 2569 คือการบูรณาการวิสัยทัศน์เชิงนโยบายของรัฐบาลเข้ากับเครื่องมืออัจฉริยะเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน นโยบายดิจิทัลสาธารณสุขไม่ใช่เพียงภาระในการปรับตัว แต่คือโอกาสทองในการอัปเกรดองค์กรสู่ความยั่งยืน ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพการดำเนินงานที่สูงขึ้น ต้นทุนที่ลดลง และความพึงพอใจของผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ระบบ MEDHIS ในฐานะโซลูชันสุขภาพดิจิทัลมาตรฐานสากล พร้อมเป็นพันธมิตรที่ช่วยผลักดันให้สถานพยาบาลไทยก้าวขึ้นสู่การเป็นโรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital) ที่มีความเป็นเลิศในระดับสากลอย่างเต็มภาคภูมิ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเตรียมระบบ HIS ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐ


1. มาตรฐาน HL7 FHIR ในระบบ MEDHIS มีความสำคัญอย่างไรต่อการเชื่อมต่อกับระบบภาครัฐ

HL7 FHIR เป็นมาตรฐานสากลในการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลกและเป็นมาตรฐานหลักที่กระทรวงสาธารณสุขเลือกใช้ในปี 2569 ระบบ MEDHIS ที่รองรับมาตรฐานนี้จะช่วยให้โรงพยาบาลเอกชนสามารถส่งข้อมูลนัดหมาย ประวัติการรักษา และผลตรวจไปยัง Super App "หมอพร้อม+" และระบบ e-Claim ของรัฐบาลได้อย่างอัตโนมัติและแม่นยำ ลดขั้นตอนการคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อน

2. ระบบ Cloud-based HIS ของ MEDHIS มีความปลอดภัยด้านข้อมูลเพียงพอสำหรับมาตรฐาน PDPA หรือไม่

MEDHIS ให้ความสำคัญสูงสุดกับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยมีการใช้ระบบจำกัดสิทธิ์ตามบทบาท (RBAC) การเข้ารหัสข้อมูลที่รัดกุมทั้งในขณะจัดเก็บและส่งต่อ (Data at rest & Data in motion) รวมถึงมีระบบตรวจสอบย้อนหลัง (Traceability) ที่สามารถระบุตัวตนผู้เข้าถึงข้อมูลได้ทุกขั้นตอน ทำให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างเคร่งครัด

3. เทคโนโลยี AI ใน MEDHIS สามารถช่วยลดภาระงานของแพทย์และพยาบาลได้จริงหรือ

ปัญญาประดิษฐ์ใน MEDHIS ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นผู้ช่วย (AI Assistant) ช่วยสรุปประวัติและบันทึกเวชระเบียนผ่านเสียง ทำให้แพทย์ไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์ประวัติหน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป และช่วยตรวจสอบความสอดคล้องของยากับการรักษา ช่วยลดความผิดพลาดทางการแพทย์ (Medical Error) และลดภาระงานธุรการที่ซ้ำซ้อนลงได้อย่างเป็นรูปธรรม


ระบบ MEDHIS จากบริษัท เมดคิวรี จำกัด ผู้พัฒนาระบบสารสนเทศโรงพยาบาลในประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับจากสถานพยาบาลชั้นนำหลายแห่ง

ยกระดับสถานพยาบาลของคุณสู่มาตรฐานสากลและก้าวสู่การเป็น Digital Hospital เต็มรูปแบบกับ MEDHIS ติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ได้ทันที




โทรศัพท์ : 063-814-4225 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์)

อีเมล: sales@medcury.health 


ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น



References





bottom of page