top of page

เตรียมความพร้อมระบบโรงพยาบาลเพื่อเป้าหมาย JCI ด้วย MEDHIS

26 ส.ค.
ยาว 3 นาที

อัปเดตเมื่อ 28 ส.ค.

ร่วมศึกษาแนวทางการปรับปรุงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศภายในโรงพยาบาลเพื่อเตรียมความพร้อมรับการรับรองมาตรฐานสากล JCI ด้วย MEDHIS ระบบสารสนเทศโรงพยาบาลที่ออกแบบภายใต้มาตรฐานสากลและมีความปลอดภัยข้อมูลระดับสูง


เตรียมความพร้อมระบบโรงพยาบาลเพื่อเป้าหมาย JCI ด้วย MEDHIS

Table of Contents



Key Takeaways 


  • มาตรฐาน JCI ฉบับที่ 8 มุ่งเน้นการลดภาระงานเอกสารของแพทย์และพยาบาลลง เพื่อให้บุคลากรหน้างานมีเวลาดูแลผู้ป่วยมากขึ้น

  • การปรับโครงสร้างระบบ IT ภายใน ต้องมุ่งเน้นการจัดการข้อมูลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ การรักษาความปลอดภัยข้อมูล และการทำตามมาตรฐานสากล

  • MEDHIS มอบความน่าเชื่อถือระดับสากล ด้วยเทคโนโลยีที่เคยพาสถานพยาบาลไทยครองรางวัลคุณภาพด้านระบบสารสนเทศขั้นสูงสุดระดับโลกอย่าง HIMSS Analytics EMRAM Stage 7

  • 4 ฟีเจอร์เด่นใน MEDHIS ได้แก่ eMAR, MED Reconcile, RBAC Security and Traceability และ Time Stamped & Track Changes ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับข้อกำหนด JCI


การปรับปรุงคุณภาพสถานพยาบาลและความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นเป้าหมายสำคัญของธุรกิจการแพทย์ยุคใหม่ มาตรฐาน Joint Commission International (JCI) จึงกลายเป็นบรรทัดฐานสูงสุดที่โรงพยาบาลชั้นนำใช้ประกันคุณภาพการรักษาพยาบาลแก่ผู้รับบริการทั่วโลก อย่างไรก็ตาม การก้าวผ่านการรับรอง JCI โดยเฉพาะฉบับที่ 8 (8th Edition) นั้น จำเป็นต้องอาศัยการจัดวางระบบข้อมูลและเทคโนโลยีที่มีเสถียรภาพและยืดหยุ่นสูง MEDHIS คือระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (Hospital Information System: HIS) ที่มีความพร้อมสูงสุดสำหรับภารกิจนี้ เนื่องจากพัฒนาต่อยอดจาก Centrix ซึ่งเป็นระบบเบื้องหลังที่เคยสนับสนุนให้โรงพยาบาลในไทยผ่านมาตรฐานคุณภาพสารสนเทศโรงพยาบาลขั้นสูงสุดระดับโลกอย่าง HIMSS EMRAM Stage 7 เป็นแห่งแรกของประเทศมาแล้ว ระบบนี้จึงมาพร้อมสถาปัตยกรรมที่ช่วยลดความผิดพลาดทางคลินิกและช่วยรักษาระดับมาตรฐานคุณภาพข้อมูลได้อย่างยั่งยืน


แนวทางการปรับปรุงระบบสารสนเทศโรงพยาบาลเพื่อรองรับการตรวจประเมินมาตรฐานสากล JCI


การก้าวเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ระดับนานาชาติทำให้สถานพยาบาลจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานดัชนีต่าง ๆ ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะระบบจัดเก็บข้อมูลและประมวลผลหลังบ้านที่ต้องทำงานประสานกันอย่างปลอดภัยและรวดเร็ว


สถานการณ์และเหตุผลที่โรงพยาบาลควรได้รับมาตรฐานสากล JCI


สถานการณ์และเหตุผลที่โรงพยาบาลควรได้รับมาตรฐานสากล JCI

ประเทศไทยมีสถานพยาบาลที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน JCI แล้วจำพวกรวม 62 แห่ง (ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2567) ขณะที่ภูมิภาคอื่น ๆ เช่น กลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) มีสถานพยาบาลที่ได้รับความไว้วางใจผ่านมาตรฐานนี้แล้วจำนวนมาก เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่มีจำนวนกว่า 90 แห่ง และซาอุดีอาระเบียที่มีจำนวนกว่า 60 แห่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงทิศทางการปรับปรุงคุณภาพสู่ความเป็นเลิศในระดับสากล


เหตุผลสำคัญที่โรงพยาบาลต้องบรรลุเป้าหมายการรับรอง JCI เนื่องจากข้อกำหนดใหม่ภายใต้ JCI ฉบับที่ 8 (เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568) ได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการประเมินเพียง "การมีระบบทำงานอยู่" ไปสู่ "การแสดงประสิทธิผลเชิงระบบอย่างยั่งยืน" นอกจากนี้ JCI ยังได้ทำการยุบเกณฑ์และลดจำนวนมาตรฐานลงประมาณ 10-15% เพื่อลดภาระงานด้านเอกสารของทีมแพทย์และพยาบาล ช่วยบรรเทาภาวะหมดไฟในการทำงาน และส่งเสริมให้บุคลากรได้ดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด


ประโยชน์ที่สถานพยาบาลจะได้รับจากการได้รับรองมาตรฐานคุณภาพ

โรงพยาบาลที่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐาน JCI จะได้รับประโยชน์อย่างรอบด้าน ทั้งในมิติการแข่งขัน มิติความปลอดภัย และมิติการทำงานของเจ้าหน้าที่


  1. ความน่าเชื่อถือและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์: สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และขยายโอกาสการร่วมมือกับเครือข่ายประกันภัยชั้นนำทั่วโลก

  2. ความปลอดภัยทางคลินิกและลดอัตราความผิดพลาด: ตัวอย่างเช่น การนำ IPSG (International Patient Safety Goals) มาประยุกต์ใช้อย่างเข้มงวดช่วยลดสถิติการติดเชื้อในโรงพยาบาล (HAIs) ลงได้ถึง 40-70% และช่วยเพิ่มคะแนนการประเมินคุณภาพในทุกแผนกการรักษา

  3. การปรับปรุงคุณภาพเอกสารและประวัติการรักษา: การปรับใช้ระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (EMR) ที่ได้มาตรฐานช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของเอกสารทางการแพทย์และลดอัตราข้อบกพร่องในประวัติการรักษาของผู้ป่วย


แนวทางการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีและระบบ HIS โรงพยาบาล


แนวทางการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศโรงพยาบาล

การจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT เพื่อรองรับ JCI ฉบับที่ 8 มีความซับซ้อนมากกว่าเพียงการจัดซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั่วไป โรงพยาบาลจำเป็นต้องมีการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพ (Health Care Technology: HCT) และการจัดการสารสนเทศ (Management of Information: MOI) ดังนี้


  • การวิเคราะห์จุดบกพร่องของโครงสร้างพื้นฐานเดิม (Gap Analysis): โรงพยาบาลต้องเริ่มประเมินโครงสร้างระบบไอทีเดิมว่ารองรับการรับส่งข้อมูลแบบสากลและปลอดภัยเพียงใด เพื่อปิดจุดเสี่ยงเรื่องความเสถียรและความพร้อมใช้งานของระบบ

  • การจัดทำแผนบริหารจัดการกรณีระบบหยุดชะงัก (Downtime Management): อ้างอิงตามเกณฑ์มาตรฐาน HCT.01.04 โรงพยาบาลต้องมีขั้นตอนการทำงาน (Workflow) และแบบแผนทดสอบกู้คืนระบบอย่างมีประสิทธิภาพเมื่อระบบเครือข่ายล่มเพื่อประคองบริการทางการแพทย์ให้ทำได้อย่างต่อเนื่อง

  • การรักษาความปลอดภัยข้อมูลทางระบบไซเบอร์ (Cybersecurity): ตามมาตรฐาน HCT.01.05 โรงพยาบาลต้องจัดวางระบบควบคุมเพื่อความปลอดภัย ป้องกันข้อมูลคนไข้จากการบุกรุกทางไซเบอร์ มัลแวร์เรียกค่าไถ่ และตรวจสอบช่องทางเชื่อมต่อต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ

  • การใช้ข้อมูลโครงสร้างแบบมาตรฐาน (Structured Data Integration): การไหลเวียนของข้อมูลทางการแพทย์จำเป็นต้องใช้ภาษาเดียวกันเพื่อรองรับการวิเคราะห์ โรงพยาบาลต้องเปลี่ยนระบบฐานข้อมูลกระจัดกระจายไปสู่โครงสร้างมาตรฐาน เช่น HL7 FHIR เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเครือข่ายภายนอกและกระเป๋าสุขภาพดิจิทัลระดับสากล


4 ฟีเจอร์เด่นของ MEDHIS ที่สนับสนุนการตรวจประเมิน JCI

การเตรียมตัวสำหรับการตรวจประเมิน MEDHIS นำเสนอฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อให้กระบวนการรักษาสอดคล้องกับข้อกำหนดสากลเช่น JCI และมาตรฐานอื่น ๆ อย่างเต็มประสิทธิภาพ


4 ฟีเจอร์เด่นของ MEDHIS ที่สนับสนุนการตรวจประเมิน JCI


1. eMAR : ระบบบริหารและบันทึกการจ่ายยาดิจิทัลสำหรับพยาบาลในหอผู้ป่วยในเพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนทางยาแบบเรียลไทม์


eMAR เป็นระบบบริหารและบันทึกการจ่ายยาอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Medication Administration Record) ที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนมาตรฐานการจัดการและใช้ยา Medication Management and Use (MMU) และเป้าหมายความปลอดภัยของผู้ป่วยสากล IPSG.3 (Improve the Safety of High-Alert Medications) เพื่อควบคุมความเสี่ยงของยากลุ่มอันตรายและยากลุ่มชื่อพ้องมองคล้าย (LASA)


ประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน: พยาบาลวิชาชีพประจำหอผู้ป่วยใน (IPD) สามารถใช้ eMAR ในการสแกนและยืนยันประวัติการให้ยาตามคำสั่งแพทย์ได้โดยตรงผ่านระบบ ช่วยขจัดข้อผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลด้วยมือหรือการแกะลายมือเขียนเดิม


ประโยชน์ต่อคนไข้: มั่นใจได้ว่าจะได้รับยาที่ถูกต้องตามหลักการบริหารยา 5 ประการ ป้องกันอุบัติการณ์จากการสั่งจ่ายยากลุ่มเสี่ยงสูงที่เป็นอันตราย


2. MED Reconcile : เครื่องมือตรวจสอบและสอบทานรายการยาเพื่อวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างประวัติยาเดิมของผู้ป่วยกับแผนการรักษาใหม่


MED Reconcile เป็นเครื่องมือสอบทานและตรวจสอบความต่อเนื่องของรายการยาเดิมของผู้ป่วยในระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (EMR) ที่รองรับข้อกำหนด JCI ในบทการเข้าถึงและการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง Access to Care and Continuity (ACC) ที่มุ่งเน้นการจัดทำสรุปประวัติเมื่อจำหน่ายผู้ป่วย (Discharge Summary) และโปรไฟล์ผู้ป่วย (Patient Profile) เพื่อความต่อเนื่องในการรักษาพยาบาล (Continuum of Care)


ประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน: แพทย์ผู้รักษาและทีมเภสัชกรโรงพยาบาล สามารถดึงข้อมูลรายการยาเดิมที่ผู้ป่วยรับประทานจากที่บ้านมาเปรียบเทียบกับรายการสั่งยาตัวใหม่ในโรงพยาบาลได้ทันทีในหน้าจอ EMR เดียวกัน


ประโยชน์ต่อคนไข้: ช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากการขาดยาที่จำเป็น หรือการรับประทานยาซ้ำซ้อน รวมถึงควบคุมความเสี่ยงของปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug Interaction) ตลอดการส่งตัวรักษาพยาบาล


3. RBAC Security and Traceability : ระบบจำกัดระดับการเข้าถึงข้อมูลตามตำแหน่งงานและบันทึกประวัติการเรียกใช้ข้อมูลเพื่อป้องกันการรั่วไหล


RBAC Security and Traceability เป็นระบบจำกัดสิทธิ์ผู้ใช้งานและเก็บบันทึกประวัติเพื่อความปลอดภัยข้อมูลที่พัฒนาขึ้นตามมาตรฐาน JCI ในหมวดการจัดการสารสนเทศ Management of Information (MOI) และเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพ Health Care Technology (HCT) ที่กำหนดให้มีกลไกควบคุมความลับและจัดเก็บร่องรอยการเข้าใช้งานเวชระเบียน


ประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน: เจ้าหน้าที่ไอที (IT Manager) และ เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) สามารถกำหนดขอบเขตและจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงเวชระเบียนตามบทบาทหน้าที่ของพนักงาน (Role-Based Access Control) รวมถึงตรวจสอบประวัติย้อนหลังได้ว่าใครเข้าชมข้อมูลส่วนไหน


ประโยชน์ต่อคนไข้: ช่วยคุ้มครองประวัติสุขภาพและการวินิจฉัยโรคส่วนตัว (Protected Health Information) ให้ปลอดภัยตามกฎหมาย PDPA ของประเทศและมาตรฐานความปลอดภัยสากล


4. Time Stamped & Track Changes : การสแตมป์เวลาอัตโนมัติในทุกแผนกเพื่อติดตามร่องรอยการบริการและค้นหาคอขวดในจุดให้บริการ


Time Stamped & Track Changes เป็นระบบบันทึกเวลาอัตโนมัติในแผนกเวชระเบียนและเวชสถิติ (MRD) ที่ออกแบบเพื่อรองรับมาตรฐาน JCI ในบทการพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วย Quality and Patient Safety (QPS) เพื่อช่วยรวบรวมตัวชี้วัดประสิทธิภาพในกระบวนการการรับบริการของผู้ป่วย (Patient Flow)


ประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน: ผู้บริหารโรงพยาบาลและทีมพัฒนาคุณภาพการบริการ สามารถเรียกดูสถิติจุดคอขวดและระยะเวลารอคอยในแต่ละจุดสัมผัส เพื่อนำมาจัดสรรและปรับปรุงลำดับขั้นตอนการทำงาน (Lean Process) ให้เกิดความกระชับรวดเร็วยิ่งขึ้น


ประโยชน์ต่อคนไข้: ช่วยลดระยะเวลาการรอคอยและการยืนคอยคิวในแผนกต่าง ๆ เช่น แผนกผู้ป่วยนอก (OPD) ส่งเสริมประสบการณ์และช่วยประหยัดเวลาการทำประวัติเพื่อความพึงพอใจสูงสุด


การนำระบบข้อมูลอัจฉริยะมาผสานเข้ากับขั้นตอนปฏิบัติทางคลินิกเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความยั่งยืนทางการแพทย์ในระดับสากล โรงพยาบาลที่ตัดสินใจปรับปรุงระบบไอทีหลังบ้านและประยุกต์ใช้งานโซลูชันที่สอดรับกับเกณฑ์ตรวจอย่างยอดเยี่ยม เช่น MEDHIS จะสามารถสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่สม่ำเสมอ เป็นเครื่องการันตีคุณภาพการรักษาพยาบาล และเตรียมรับการตรวจประเมิน JCI ได้อย่างโปร่งใส มั่นใจ และผ่านเกณฑ์รับรองได้ง่ายยิ่งขึ้นในระยะยาว


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมสู่ JCI และระบบ MEDHIS


1. ทำไม MEDHIS ถึงเป็นระบบ HIS ที่มีความพร้อมสำหรับกระบวนการเตรียมขอ JCI

ระบบ MEDHIS มีฐานการพัฒนามาจาก Centrix ซึ่งเคยผลักดันระบบไอทีของโรงพยาบาลในประเทศให้ผ่านเกณฑ์การันตีคุณภาพสารสนเทศโรงพยาบาลระดับสูงสุดอย่าง HIMSS EMRAM Stage 7 มาแล้ว ระบบจึงมาพร้อมโครงสร้างข้อมูลทางคลินิก เทมเพลต และตัวช่วยสั่งการรักษา (CDSS) ที่สอดประสานกับมาตรฐาน JCI ตั้งแต่แรกเริ่มโดยไม่จำเป็นต้องเริ่มพัฒนาจากศูนย์

JCI ฉบับที่ 8 ให้ความสำคัญกับความมั่นคงและปลอดภัยในการไหลเวียนของข้อมูลทางการแพทย์ข้ามแพลตฟอร์มอย่างเป็นสากล โครงสร้าง API-first ของ MEDHIS ช่วยให้โรงพยาบาลพร้อมเชื่อมระบบกับเครื่องมือตรวจอื่น ๆ เช่น LIS, RIS หรือแอปพลิเคชันกระเป๋าสุขภาพดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยภายใต้กลไกป้องกันฐานข้อมูลหลัก

มีผลวิจัยระบุว่าการประยุกต์ใช้ระบบประวัติสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ (EMR) และ CPOE ที่รวมฟังก์ชันตรวจสอบยาอย่างเต็มรูปแบบ ช่วยลดความบกพร่องในแฟ้มเวชระเบียนได้กว่า 50% และระบบเตือนความปลอดภัย Allergy Alert Display ของ MEDHIS จะแสดงผลเรียลไทม์ทันทีเมื่อตรวจพบความไม่เข้ากันทางเคมียา ป้องกันความคลาดเคลื่อนก่อนส่งยาถึงผู้รับบริการในทุกหอผู้ป่วย


ระบบ MEDHIS จากบริษัท เมดคิวรี จำกัด ผู้พัฒนาระบบสารสนเทศโรงพยาบาลในประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับจากสถานพยาบาลชั้นนำหลายแห่ง

เริ่มดำเนินโครงการโรงพยาบาลคุณภาพด้วย MEDHIS วันนี้

MEDHIS ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการบริการและการบริหารจัดการผู้ป่วยในอย่างเป็นระบบด้วยโซลูชันมาตรฐานสากล



โทรศัพท์ : 063-814-4225 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์)

อีเมล: sales@medcury.health 


ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น



References




bottom of page