top of page

Healthspan หรือการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการเปลี่ยนผ่านสู่ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีกับระบบ HIS

  • 23 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที

ปรับปรุงโครงสร้างระบบสารสนเทศโรงพยาบาลเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์จากอายุขัยสู่ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีหรือ Healthspan ด้วยระบบสารสนเทศที่รองรับข้อมูลสุขภาพระยะยาวและการวิเคราะห์ข้อมูลชีวภาพขั้นสูง


Healthspan หรือการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการเปลี่ยนผ่านสู่ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีกับระบบ HIS

Table of Contents



Key Takeaways 


  • สถิติช่องว่างสุขภาพเฉลี่ย 9.6 ปีทั่วโลก ระหว่างอายุขัยเฉลี่ยและช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี เป็นแรงกดดันสำคัญให้เกิดกระแสการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันแบบบูรณาการ

  • พฤติกรรมผู้รับบริการเปลี่ยนผ่านสู่การมีส่วนร่วมเชิงรุก โดยผู้ป่วยยุคใหม่หันมาให้ความสำคัญกับการติดตามและตรวจวัดดัชนีชี้วัดทางชีวภาพของร่างกายอย่างต่อเนื่องด้วยตนเอง

  • ระบบ HIS แบบดั้งเดิมเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เนื่องจากไม่สามารถรองรับการจัดระเบียบข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่ที่สร้างโดยผู้ป่วย (Patient-Generated Health Data หรือ PGHD) และข้อมูลการตรวจวิเคราะห์โมเลกุลในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรศาสตร์และสถานการณ์โรคเรื้อรังระดับโลก ส่งผลให้เป้าหมายของวงการสาธารณสุขเคลื่อนที่จากเพียงการขยายอายุขัยเฉลี่ย (Lifespan) ไปสู่การรักษาสภาพร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงยาวนานที่สุด หรือช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี (Healthspan) อย่างไรก็ตาม ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศโรงพยาบาล (HIS) และระบบบันทึกสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ (EHR) ทั่วไปในปัจจุบันยังทำงานภายใต้ข้อจำกัดของโครงสร้างเดิมที่เน้นการทำธุรกรรมและการบันทึกข้อมูลเป็นรายครั้งตามอาการป่วย ซึ่งไม่เอื้อต่อการบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพเชิงป้องกันที่มีปริมาณสูงแต่คนไข้มาพบแพทย์น้อยครั้ง เพื่อตอบสนองพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเชิงรุกของผู้รับบริการและการดำเนินนโยบายสาธารณสุขยุคดิจิทัล สถานพยาบาลจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนระบบสารสนเทศหลังบ้านให้รองรับฐานข้อมูลมาตรฐานสากล ซึ่งระบบ MEDHIS เป็นหนึ่งในโซลูชันสำหรับการบริหารจัดการข้อมูลทางคลินิก ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองงานผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในอย่างครบครัน ด้วยโมดูลระบบงานหลักที่สอดรับกับเวชศาสตร์ชะลอวัยและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์อย่างมีธรรมาภิบาลข้อมูล


การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเทคโนโลยีระบบสารสนเทศเพื่อตอบสนองเป้าหมายช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี


ความก้าวหน้าทางชีววิทยาและการขยายตัวของเทคโนโลยีอุปกรณ์ติดตามสุขภาพนำพาระบบสุขภาพทั่วโลกเข้าสู่ยุคของการปรับปรุงความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย แทนการดูแลประคับประคองผู้ป่วยในสภาวะวิกฤตเพียงอย่างเดียว สถานพยาบาลจึงจำเป็นต้องทบทวนเป้าหมายและการทำงานของระบบข้อมูลทางการแพทย์เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงความต้องการของประชากร


ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีหรือ Healthspan คืออะไร

ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีหรือ Healthspan คืออะไร

ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี (Healthspan) ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่กระแสความงามหรือการส่งเสริมสุขภาพทางเลือกทั่วไป แต่คือ "มาตรวัดทางคลินิกตามแนวยาวที่เป็นระบบ (Clinical Longitudinal KPI)" ซึ่งเน้นจำนวนปีที่ผู้ป่วยสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากโรคเรื้อรังและความทุพพลภาพ หน้าที่ของเทคโนโลยีคือการเปลี่ยนข้อมูลร่างกายที่กระจัดกระจายให้กลายเป็นตัวบ่งชี้ชีวภาพเชิงพยากรณ์ที่มีความไวสูงเพื่อตรวจหาความเสื่อมถอยของสรีรวิทยาก่อนที่จะปรากฏอาการทางคลินิก นอกจากนี้ยังรวมถึงการจัดเก็บสถิติเพื่อชี้วัดความแข็งแรงและขีดความสามารถในการทำงานของร่างกายให้คงอยู่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90 ของระดับสูงสุดส่วนบุคคลในแต่ละด้าน หรือช่วงอายุขัยขีดความสามารถสูงสุด (Peakspan) เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถประเมิน ออกแบบโภชนาการ และวางแผนการดูแลรักษาเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำและเป็นวิทยาศาสตร์


สถิติสำคัญที่ขับเคลื่อนความจำเป็นของการส่งเสริมช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี

สถิติสำคัญที่ขับเคลื่อนความจำเป็นของการส่งเสริมช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี

ข้อมูลเชิงวิเคราะห์จากองค์การอนามัยโลก (WHO) ใน 183 ประเทศ ชี้ให้เห็นถึงความจริงที่ว่าระบบสาธารณสุขทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับช่องว่างระหว่างอายุขัยสุขภาพและอายุขัยเฉลี่ยที่กว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยช่องว่างนี้ขยายตัวเฉลี่ยกว้างถึง 9.6 ปีทั่วโลก และพุ่งสูงอยู่ระหว่าง 9 ถึง 12.5 ปีในกลุ่มประเทศหลัก ความต้องการบริการส่งเสริมสุขภาพยืนยาวเชิงรุกได้ส่งผลให้ตลาดเวชศาสตร์ชะลอวัยเติบโตอย่างรวดเร็วในระดับสากล ขณะที่มูลค่าเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ของโลกมีมูลค่าสูงถึง 6.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มพุ่งขึ้นสู่ระดับเกือบ 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในไม่กี่ปีข้างหน้า


สำหรับประเทศไทย สถิติแนวโน้มสุขภาพชี้ให้เห็นว่าประชาชนยังต้องเผชิญกับภาวะเจ็บป่วยในช่วงสิบปีสุดท้ายก่อนเสียชีวิตจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็ง และเบาหวาน ข้อมูลเชิงลึกจากผู้บริโภคพบว่า ประชาชนไทยเริ่มปรับพฤติกรรมไปสู่การป้องกันความเสื่อมถอยจากภายใน โดยมีผู้บริโภคจำนวนมากกว่าร้อยละ 50 ที่จัดสรรงบประมาณประจำเพื่อดูแลสุขภาพตนเองเฉลี่ย 1,000 ถึง 3,000 บาทต่อเดือน และร้อยละ 25 ที่ยินดีลงทุนสูงกว่า 3,000 บาทต่อเดือน โดยมีเป้าหมายสูงสุดสามอันดับแรกคือ การมีสุขภาพดีปราศจากโรค (ร้อยละ 31.39) การป้องกันความเสื่อมถอยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (ร้อยละ 25.08) และการมีสุขภาพจิตใจที่ดี (ร้อยละ 21.30)


สาเหตุที่กระแส Healthspan ก้าวเข้ามาแทนที่เป้าหมาย Lifespan ในการเพิ่มอายุขัย


การพัฒนาทางการแพทย์ปัจจุบันสามารถช่วยให้มนุษย์มีอายุขัยที่ยาวนานขึ้น (Lifespan) ทว่าการเพิ่มขึ้นของอายุขัยโดยไม่มีการวางมาตรการส่งเสริมความแข็งแรงกลับนำมาซึ่งการสะสมของโรคเรื้อรังและความทุพพลภาพ ซึ่งสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจและภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายอย่างมหาศาล ด้วยเหตุนี้ ทุกภาคส่วนจึงเริ่มตระหนักถึงแนวคิด "ความยั่งยืนของมนุษย์" (Human Sustainability) และหันมาผลักดัน "เศรษฐกิจแห่งชีวิต" (Life Economy) ที่เน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันตั้งแต่ระยะเริ่มแรก การชะลอความเสื่อมสภาพทางชีวภาพของร่างกายเพื่อขยายช่วงเวลาแห่งการมีสุขภาวะที่ดี (Healthspan) จึงกลายมาเป็นเป้าหมายใหม่แทนที่การบำบัดรักษาโรคตามสภาวะเฉียบพลัน เพื่อช่วยควบคุมและลดต้นทุนงบประมาณบริการสาธารณสุขโดยรวมของประเทศในระยะยาว


การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้รับบริการและบุคลากรทางการแพทย์

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้รับบริการและบุคลากรทางการแพทย์

กระแสความต้องการยืดช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีส่งผลให้เกิดการปรับพฤติกรรมของทั้งสองฝั่งอย่างเป็นระบบ


  • กลุ่มผู้รับบริการและประชาชนทั่วไป: เปลี่ยนผ่านจากการเป็นผู้ตั้งรับรักษาโรค (Sick Care) สู่การเป็นผู้สนับสนุนการดูแลสุขภาพตนเองเชิงรุก (Self-Care Advocates) ประชาชนนิยมใช้แอปพลิเคชันและอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะในการติดตามสัญญาณชีพ ความแปรปรวนของชีพจร (HRV) และความต่อเนื่องของออกซิเจนขณะนอนหลับตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีสถิติบัญชีชี้ว่ามีผู้บริโภคที่ใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นดัชนีชี้วัดวิถีชีวิต


  • บุคลากรทางการแพทย์: แพทย์ในสถานพยาบาลเฉพาะทางต้องปรับกระบวนการรักษาจากการสั่งจ่ายยาเพื่อระงับอาการรายครั้ง ไปเป็นการบริหารโปรโตคอลการรักษาที่มีความต่อเนื่องสูงและซับซ้อน เช่น การให้สารทดแทนและการประเมินยาตามการเปลี่ยนแปลงชีวภาพย้อนหลัง ขณะเดียวกัน พยาบาลวิชาชีพก็ต้องพัฒนาทักษะใหม่เพื่อเปลี่ยนผ่านบทบาทหน้าที่จากการดูแลผู้ป่วยข้างเตียง (Bedside Care) สู่การทำหน้าที่เป็น "โค้ชสุขภาพ" (Health Coach) เพื่อช่วยประเมินพฤติกรรม ออกแบบโภชนาการ และการนอนหลับของคนไข้ตามหลักวิทยาศาสตร์สุขภาพ



ความเคลื่อนไหวของเทรนด์ Healthspan ในไทย


ประเทศไทยมีความตื่นตัวในการตอบรับเป้าหมายการพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ระดับสากล ผ่านการขับเคลื่อนจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น


  • เครือสถานพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่: ดำเนินการปรับปรุงรูปแบบธุรกิจโดยลงทุนพัฒนาสถานบริการสุขภาพและศูนย์ดูแลสุขภาพส่วนบุคคลระดับพรีเมียม เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ใช้บริการที่ต้องการดูแลสุขภาพด้วยเทคโนโลยีปัญญาระดับโมเลกุลและการวิเคราะห์พันธุกรรมขั้นสูง

  • มหาวิทยาลัยแพทย์และสถาบันการศึกษาของรัฐ: ร่วมมือกับสมาคมทางการแพทย์จัดโปรแกรมวิจัยรวมถึงหลักสูตรอบรมทักษะเฉพาะทางแก่แพทย์และบุคลากรสาธารณสุข เช่น หลักสูตรก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ชะลอวัยและการศึกษาเทคโนโลยีนิวโรฟีดแบค (Neurofeedback) สำหรับตรวจประเมินระบบประสาทเพื่อป้องกันปัญหาความเสื่อมถอยของสมอง

  • บริษัทเทคโนโลยีสุขภาพของไทย: ร่วมมือกับสถาบันการเงินและกองทุนนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์สำหรับวิเคราะห์สถิติจีโนมิกส์และประวัติสุขภาพ เพื่อให้ข้อมูลพันธุกรรมที่มีความซับซ้อนกลายเป็นรายงานสุขภาพที่คนไข้สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

  • หน่วยงานกำกับดูแลภาครัฐ: กำหนดแนวทางนโยบายสุขภาพดิจิทัล โดยการพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลระเบียนสุขภาพส่วนบุคคล (PHR) และกระเป๋าสุขภาพดิจิทัล (Digital Health Wallet) ร่วมกับองค์การอนามัยโลก (WHO) และเชื่อมโยงประวัติการรักษากับแอปพลิเคชันหลักของประเทศเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นเจ้าของข้อมูลสุขภาพของตนเอง


ความท้าทายของสถานพยาบาลต่อความต้องการดูแลสุขภาพระยะยาว


แม้ว่าความต้องการจะเพิ่มขึ้น ทว่าโครงสร้างระบบไอทีและซอฟต์แวร์ของสถานพยาบาลส่วนใหญ่กลับเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง ปัญหาหลักเกิดจากการที่ระบบ HIS และ EHR ดั้งเดิมส่วนใหญ่ถูกออกแบบขึ้นภายใต้สถาปัตยกรรมแบบเน้นยอดธุรกรรมและการสั่งการรักษารายครั้ง (Episodic Billing-centric Architecture) ซึ่งจะบันทึกข้อมูลเป็นธุรกรรมเดี่ยวเมื่อคนไข้มาตรวจด้วยอาการเจ็บป่วยเฉียบพลันเท่านั้น ทว่า แผนการรักษาส่งเสริมสุขภาพที่ดีเป็นระบบประเภท "ข้อมูลมหาศาลแต่มาพบน้อยครั้ง" (Data-rich and Visit-sparse)


นอกจากนี้ ระบบสารสนเทศส่วนใหญ่ยังขาดกลไกจัดเก็บตัวบ่งชี้ชีวภาพเชิงลึกอย่างมีโครงสร้าง แต่มักใช้วิธีจัดเก็บผลแล็บหรือผลพันธุศาสตร์จากภายนอกในลักษณะเอกสาร PDF แบนราบ ทำให้แพทย์ไม่สามารถพล็อตแนวโน้มสุขภาพย้อนหลังระยะยาวได้โดยง่าย บีบให้เจ้าหน้าที่ต้องคีย์ข้อมูลด้วยมือซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดพลาดและสิ้นเปลืองเวลาปฏิบัติงานอย่างยิ่ง


เช่น ในกรณีที่ผู้รับบริการตรวจเลือดเพื่อวิเคราะห์ค่าโปรตีนเพื่อดูแนวโน้มการอักเสบในเซลล์ (เช่น suPAR) และความเสี่ยงต่อภาวะไตเสื่อมล่วงหน้าติดต่อกัน 5 ปี ระบบ HIS รูปแบบเก่าจัดเก็บไฟล์ผลแล็บปีเก่าเป็นเพียงเอกสาร PDF แยกเป็นไฟล์ แทนที่จะจะบันทึกผลแล็บแต่ละปีลงในฐานข้อมูลกลางที่สามารถนำไปสร้างเป็นกราฟเพื่อเปรียบเทียบข้อมูล แพทย์จึงต้องเปิดเอกสาร PDF ทีละไฟล์เพื่อเปรียบเทียบข้อมูล ส่งผลให้กระบวนการล่าช้าและสูญเสียประสิทธิภาพในการป้องกันโรคเชิงรุก


การปรับใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อตอบโจทย์การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

การปรับใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อตอบโจทย์การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

การปฏิรูปสถาปัตยกรรมสารสนเทศภายในสถานพยาบาลเพื่อความมั่นคงยืดหยุ่นของข้อมูล จึงต้องมุ่งไปสู่คุณสมบัติสำคัญดังนี้


  1. การรวมกลุ่มข้อมูลผู้ป่วยระยะยาวแบบไร้รอยต่อ (Longitudinal Patient Data Lake): ระบบต้องมีความพร้อมในการเชื่อมโยงและจัดระเบียบข้อมูลคลินิก ผลแล็บ และข้อมูลพฤติกรรมส่วนบุคคลจากอุปกรณ์สวมใส่เข้าเป็นหนึ่งเดียว

  2. สถาปัตยกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเหตุการณ์และ API (Event-Driven Architecture: EDA): เพื่อให้กระแสข้อมูลสัญญะทางคลินิกหรือผลวิเคราะห์โมเลกุลที่เริ่มเบี่ยงเบนไปจากค่ามาตรฐานส่วนบุคคล (Baseline) สามารถเปิดสัญญาณเตือนเพื่อแจ้งพยาบาลหรือวิเคราะห์ผ่านปัญญาประดิษฐ์ให้ส่งคำแนะนำการดูแลสุขภาพทันทีก่อนที่ความเสื่อมถอยจะพัฒนาไปสู่พยาธิสภาพของโรค

  3. การเปลี่ยนฐานข้อมูลสู่ระบบคลาวด์มาตรฐานเปิด (Open Standards Cloud System): การเลือกสรรระบบที่รองรับภาษามาตรฐานสากล เช่น HL7 FHIR เพื่อให้การรับส่งข้อมูลระหว่างสถานพยาบาลและแอปพลิเคชันคนไข้ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และมีธรรมาภิบาลข้อมูลที่ดี


ระบบ HIS ที่สามารถดำเนินการให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานเพื่อตอบรับเทรนด์ Healthspan


ระบบสารสนเทศโรงพยาบาลที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์จากอายุขัยสู่อายุสุขภาพที่ยืนยาว จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงคุณสมบัติการทำงานทางซอฟต์แวร์ให้ก้าวหน้ากว่าแบบเดิม โดยต้องมีคุณลักษณะเชิงระบบที่ตอบโจทย์โครงสร้างดังนี้


  • สถาปัตยกรรมแบบ API-first และคลาวด์เนทีฟ (Cloud-native): รองรับโครงสร้างข้อมูลมาตรฐานสากลและเอื้อให้ทีมไอทีเชื่อมฐานข้อมูลผู้ป่วยร่วมกับอุปกรณ์สวมใส่และระบบส่งเคลมภาครัฐได้ง่ายโดยไม่มีค่าใช้จ่าย API Transaction เพิ่มเติม

  • โมดูลการทำงาน 21 ส่วนงานที่ครบถ้วน (Complete Core Modules): ครอบคลุมตั้งแต่งานผู้ป่วยนอกไปจนถึงงานผู้ป่วยใน (IPD) ระบบคลังยา และการเงินแบบบูรณาการ

  • ระบบ eMAR และเครื่องมือทบทวนรายการยา (MED Reconcile): ช่วยแพทย์และเภสัชกรตรวจสอบความคลาดเคลื่อนในการให้ยาและการรับประทานยาอย่างครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนแรกตรวจจนถึงวอร์ดรักษา

  • การเชื่อมต่อระบบวิเคราะห์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Clinical AI Interconnection): รองรับโครงสร้างเชื่อมต่อกับเครื่องมือแปลงข้อมูลด้วยคำสั่งเสียงเป็น EMR, ซอฟต์แวร์คัดกรองความสมบูรณ์ของเอกสารเวชระเบียนเพื่อควบคุมคุณภาพ และระบบปัญญาประดิษฐ์คัดกรองและประเมินรหัสโรคมาตรฐานสากล (เช่น ICD-10 และ SNOMED CT) ล่วงหน้าเพื่อความถูกต้องในการเบิกจ่าย


โดย MEDHIS เป็นระบบ HIS ทางเลือกหนึ่งที่ได้รับการพัฒนาขึ้นบนรากฐานที่เคยสนับสนุนสถานพยาบาลชั้นนำให้ผ่านการรับรองมาตรฐานสากลด้านการใช้ระเบียนเวชระเบียดดิจิทัลระดับสูงอย่าง HIMSS EMRAM Stage 7 Legacy จึงมีความน่าเชื่อถือในกระบวนการจัดเก็บข้อมูลให้มีความสอดคล้อง ปลอดภัย และเชื่อมต่อแผนกต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น


การปรับเปลี่ยนเป้าหมายของสถานพยาบาลสู่การสร้างเสริมและยืดอายุช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี (Healthspan) คือทิศทางที่มีความสำคัญและยั่งยืนอย่างแท้จริงของอุตสาหกรรมการแพทย์ยุคใหม่ การจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและการคัดเลือกซอฟต์แวร์ระบบสารสนเทศสุขภาพที่มีความคล่องตัวสูง เชื่อมโยงได้ด้วยมาตรฐานที่เป็นหนึ่งเดียว และรองรับการประยุกต์ใช้งานปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์อย่างมีธรรมาภิบาล เช่น MEDHIS จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยลดความคลาดเคลื่อนเชิงระบบ ช่วยผ่อนแรงของกำลังพลและทีมแพทย์ และเปิดทางให้สถานพยาบาลพร้อมส่งมอบการดูแลรักษาเชิงป้องกันได้อย่างโปร่งใส มั่นใจ และสอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเตรียมระบบโรงพยาบาลให้พร้อมรับเทรนด์ Healthspan


1. ทำไมระบบ HIS ทั่วไปในปัจจุบันถึงยังไม่ตอบสนองการพล็อตค่าสถิติตัวบ่งชี้ชีวภาพระยะยาวสำหรับกระแสสุขภาพเชิงรุก

ระบบ HIS ทั่วไปถูกพัฒนามาเพื่อบันทึกประวัติเป็นครั้งคราวเมื่อมีอาการเจ็บป่วยเฉียบพลันและเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเป็นรายครั้ง (Episodic Billing) การเปรียบเทียบค่าทางชีวภาพเพื่อดูแนวโน้มสุขภาพระยะยาว เช่น ผลตรวจเลือด 10 ปีย้อนหลัง จึงทำได้ยากเนื่องจากข้อมูลเก่ามักเก็บในรูปแบบเอกสาร PDF แบนราบที่ระบบประมวลผลข้อมูลไม่ได้ บีบให้เจ้าหน้าที่ต้องเสียเวลาคีย์ข้อมูลด้วยมือใหม่ ซึ่งต่างจากระบบสารสนเทศสุขภาพรุ่นใหม่ที่รองรับการสร้างรายงานแนวโน้มสุขภาพระยะยาวอย่างเป็นระบบ

ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ที่ประยุกต์ร่วมกับระบบ HIS สามารถเข้ามาช่วยเหลือผ่านระบบตรวจสอบความสมบูรณ์และสอดคล้องของเอกสารเวชระเบียน (Clinical Governance AI) ทำหน้าที่วิเคราะห์จุดบกพร่องและแก้ไขความคลาดเคลื่อนของเอกสารก่อนสรุปแฟ้มประวัติเคส ช่วยลดเวลาการทำงานเอกสารซ้ำซ้อน และช่วยให้ทีมพยาบาลมีเวลาในการโฟกัสดูแลคนไข้และให้บริการได้อย่างเต็มที่

ระบบสารสนเทศที่ทันสมัยจะใช้โครงสร้างจำกัดการเข้าถึงข้อมูลตามบทบาทหน้าที่ของพนักงาน (Role-Based Access Control: RBAC) ควบคู่กับประวัติร่องรอยการตรวจสอบเวชระเบียนดิจิทัล (Traceability Logs) ซึ่งจะบันทึกรอยเข้าดู แก้ไข หรือลบข้อมูลแฟ้มคนไข้ทุก Encounter อย่างเที่ยงตรง ป้องกันคนนอกเข้าถึงโดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และช่วยควบคุมสิทธิ์ความปลอดภัยข้อมูลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างเข้มงวด


ระบบ MEDHIS จากบริษัท เมดคิวรี จำกัด ผู้พัฒนาระบบสารสนเทศโรงพยาบาลในประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับจากสถานพยาบาลชั้นนำหลายแห่ง

เตรียมความพร้อมสถานพยาบาลของคุณเพื่อรองรับกระแสการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

เราพร้อมให้คำปรึกษาในการวางระบบ HIS เพิ่มประสิทธิภาพความต่อเนื่องในการดูแลผู้ป่วยและการจัดการระเบียนสุขภาพดิจิทัลอย่างมืออาชีพ



โทรศัพท์ : 063-814-4225 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์)

อีเมล: sales@medcury.health 


ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น



References




bottom of page