top of page
BG-MED-1920x1080-1.jpg

ผลลัพธ์การค้นหา

พบผลการค้นหา 51 รายการ

  • “แบ็คยาร์ด-เมดคิวรี” มอบกระเช้าสวัสดีปีใหม่ 2568 คณะผู้บริหาร “พริ้นซิเพิล แคปิตอล”

    บริษัท แบ็คยาร์ด จำกัด และบริษัท เมดคิวรี จำกัด มอบกระเช้าสวัสดีปีใหม่ 2568 แด่พาร์ตเนอร์ คณะผู้บริหาร บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด วันที่ 6 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา คณะผู้บริหาร บริษัท แบ็คยาร์ด จำกัดและบริษัท เมดคิวรี จำกัด นำโดยคุณเอกฤทธิ์ ธรรมกุล กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยคุณอานนท์ ศิริพุทธชัยกุล ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายธุรกิจ Healthcare คุณอัมภาพร ล้ำเลิศศฤงคาร ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน คุณพานนท์ สุภิรัตน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานเทคโนโลยี คุณวัชรพันธ์ พิมลเศรษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย และคุณฉันทนัทธ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงาน Healthcare เป็นผู้แทนคณะผู้บริหารฯ นำกระเช้าสวัสดีปีใหม่เข้าพบคณะผู้บริหาร บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ นำโดยนายแพทย์กฤตวิทย์ เลิศอุตสาหกูล กรรมการผู้จัดการบริษัท เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ประจำปี พ.ศ. 2568 บรรยายภาพที่ 1: คณะผู้บริหารแบ็คยาร์ด-เมดคิวรี มอบกระเช้าสวัสดีปีใหม่แด่นายแพทย์กฤตวิทย์ เลิศอุตสาหกูล (ที่ 3 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการบริษัท พริ้นซิเพิล แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) จากนั้นคณะแบ็คยาร์ด-เมดคิวรีฯ ได้เข้าพบคุณธาริน เอี่ยมเพชราพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บริษัท พริ้นซิเพิล แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ตามด้วยคุณพวัสส์ ธนวุฒิศิรวัชร์ กรรมการบริหาร บริษัท พริ้นซิเพิล แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) และนายแพทย์ตะวัน จึงสมาน รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด เพื่อมอบกระเช้าสวัสดีปีใหม่ 2568 ในบรรยากาศที่เป็นกันเองและการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคณะผู้บริหารพริ้นซิเพิล แคปิตอล บรรยายภาพที่ 2: คณะผู้บริหารแบ็คยาร์ด-เมดคิวรี มอบกระเช้าสวัสดีปีใหม่แด่คุณธาริน เอี่ยมเพชราพงศ์ (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บริษัท พริ้นซิเพิล แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) บรรยายภาพที่ 3: คณะผู้บริหารแบ็คยาร์ด-เมดคิวรี มอบกระเช้าสวัสดีปีใหม่แด่คุณพวัสส์ ธนวุฒิศิรวัชร์ (ที่ 4 จากซ้าย) กรรมการบริหาร บริษัท พริ้นซิเพิล แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) บรรยายภาพที่ 4: คณะผู้บริหารแบ็คยาร์ด-เมดคิวรี มอบกระเช้าสวัสดีปีใหม่แด่นายแพทย์ตะวัน จึงสมาน (ที่ 4 จากซ้าย) รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด

  • 4 เหตุผลที่โรงพยาบาลควรอัปเกรดระบบ Hospital Information System (HIS)

    เพราะโรงพยาบาลเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวนมหาศาลเอาไว้ แน่นอนว่าการเก็บข้อมูลแบบ Manual นั้นย่อมก่อให้เกิดความผิดพลาดหรือความซ้ำซ้อน และอาจทำให้การทำงานเป็นไปอย่างล่าช้า ระบบสารสนเทศโรงพยาบาลหรือ Health Information System (HIS) จึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่เข้ามาช่วยให้การทำงานภายในโรงพยาบาลเป็นเรื่องง่ายขึ้น แต่ระบบ HIS ที่เลือกใช้เมื่อนานมาแล้วนั้น อาจไม่ตอบโจทย์กับการทำงานในปัจจุบันอีกต่อไปแล้ว MEDcury จะพาไปดูกันว่าทำไมโรงพยาบาลถึงควรพิจารณาอัปเกรดระบบ HIS ใหม่ได้แล้ว 1. เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บข้อมูล ตั้งแต่โรงพยาบาลมีการนำระบบ HIS เข้ามาใช้ ข้อมูลทั้งหมดของโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านการรักษาพยาบาล และข้อมูลด้านการบริหาร ก็จะถูกจัดเก็บเอาไว้ในระบบแทนการใช้แฟ้มเอกสาร ทำให้ง่ายต่อการค้นหา รวมไปถึงเป็นการเพิ่มความปลอดภัยในการใช้และเข้าถึงข้อมูล ลดอัตราการเสียหายและสูญหายของข้อมูล แต่ทุกวันนี้การให้บริการทางการแพทย์นั้นมีบริการและนวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย ปัญหาที่ตามมาคือระบบ HIS ที่ใช้งานอยู่ไม่รองรับกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ แม้จะมีวิธีการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอย่างการทำระบบในการจัดเก็บข้อมูลเสริมขึ้นมา หรือแม้แต่การกลับไปใช้ระบบเอกสารเพื่อเก็บข้อมูล แต่สุดท้ายข้อมูลในส่วนนี้ก็ไม่เชื่อมต่อเป็นระบบเดียวกันอย่างที่ควรจะเป็นอยู่ดี การอัปเกรดระบบ HIS ใหม่จึงเป็นการเพิ่มความสามารถในการเชื่อมต่อข้อมูลจากแผนกต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนมากกว่านั่นเอง 2. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรของโรงพยาบาล เมื่อข้อมูลทุกอย่างถูกจัดเก็บบนระบบเดียวกัน (Single Source of Truth) แล้ว บุคลากรจึงไม่จำเป็นต้องมาเสียเวลามากมายไปกับการค้นหาข้อมูลจากเอกสาร หรือแหล่งอื่น ๆ แบบ Manual อีกต่อไป ทำให้สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว และมีเวลาใส่ใจงานอื่น ๆ ที่มีคุณค่ามากขึ้น นอกจากนี้ด้วยระบบเครือข่ายที่เชื่อมโยงกัน เจ้าหน้าที่ในแต่ละแผนกของโรงพยาบาลจึงมองเห็นภาพรวมหรือมีทิศทางการทำงานที่ตรงกัน สามารถสื่อสารและประสานงานกันได้เป็นอย่างดี นำไปสู่ระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ 3. เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานโรงพยาบาล เพราะข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารทั้งหมด เช่น ข้อมูลด้านบุคลากร จำนวนผู้มาใช้บริการ รายรับ-รายจ่าย คลังยา คลังวัสดุอุปกรณ์ ข้อมูลเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น จะถูกสรุปออกมาจากฐานข้อมูลชุดเดียวกัน ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดแหล่งเดียวที่ถูกบันทึกไว้ จึงไม่สร้างความสับสนแก่คนในองค์กร และผู้บริหารสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปประกอบในการตัดสินใจวางแผนกลยุทธ์ การดำเนินงานต่าง ๆ และจัดเตรียมทรัพยากรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้ 4. เพิ่มคุณภาพการบริการให้แก่ผู้ที่มาใช้บริการ เมื่อโรงพยาบาลมีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ ผู้บริหารได้วางกลยุทธ์เป็นอย่างดี เจ้าหน้าที่แต่ละแผนกสามารถประสานงานกันได้อย่างไร้รอยต่อ สิ่งเหล่านี้ล้วนนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่สำคัญนั่นก็คือคุณภาพการบริการที่ดีให้แก่ผู้ป่วย โดยผู้ป่วยจะได้รับทั้งความสะดวกสบายและการรักษาที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมโรงพยาบาลถึงควรหันกลับมาพิจารณาว่าระบบ HIS ที่ใช้อยู่นั้นตอบสนองกับรูปแบบการให้บริการใหม่ ๆ ในปัจจุบัน และความต้องการของผู้รับบริการที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่กำลังเข้ามาแล้วหรือยัง MEDcury ผู้พัฒนาระบบ MEDHIS ที่ MEDcury เราได้พัฒนา MEDHIS ระบบสารสนเทศโรงพยาบาลที่สามารถติดตั้งได้ทั้งแบบ On-Cloud และ On-Premise เพื่อรองรับความยืดหยุ่นและการทำงานผ่านออนไลน์ในยุคดิจิทัล รวมถึงรองรับการเชื่อมต่อข้อมูลจากต่างสาขา และการเชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับระบบหรือฐานข้อมูลอื่น ๆ ทั้งจากหน่วยงานรัฐและเอกชน สนใจนำระบบ MEDHIS เข้ามาใช้ในองค์กรของคุณ? สำหรับใครที่อยากพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านสุขภาพ สามารถพูดคุยกับพวกเรา MEDcury ได้ที่ โทรศัพท์ : 02-853-9131 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์) อีเมล : sales@medcury.health  หรือกรอกแบบฟอร์ม คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น Facebook : facebook.com/medcury.health/ LinkedIn : linkedin.com/company/medcury YouTube : https://www.youtube.com/@MEDcury

  • หลักการ 3E : การเริ่มใช้ AI ของโรงพยาบาลในยุคดิจิทัล

    วันนี้ MEDcury เลยจะพาคุณไปดูว่าถ้าต้องการนำ AI เข้ามาใช้ในสถานพยาบาลด้วยหลักการ 3E จะต้องทำอย่างไรบ้างในบทความนี้ ตามมาดูกันเลย! Stage 1 : Explore คุณจะต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าคุณต้องการอะไร อะไรที่คุณต้องการพัฒนาให้ดีขึ้น หรือ MEDcury มีวิธีที่ง่ายกว่านั้นคือการสำรวจคู่แข่งและ Benchmarking ด้วยการถามและตอบ 4 คำถาม ดังนี้ (1) คุณกำลังยืนอยู่ ณ จุดไหนของวงการดูแลสุขภาพ? (2) องค์กรใดที่เชี่ยวชาญเรื่องการใช้เทคโนโลยี AI ในการดูแลสุขภาพหรือการทำงานมากที่สุด? (3) องค์กรนั้นทำอย่างไร? (4) เราจะทำให้ดีกว่าเขาได้อย่างไร? หากคุณตอบคำถามเหล่านี้ได้ นั่นแสดงถึงนิมิตหมายอันดีสำหรับการนำ AI เข้ามาใช้ในสถานพยาบาล แต่นั่นยังไม่พอหรอกนะ คุณต้องไม่ลืมที่จะทำความรู้จักและเข้าใจเทคโนโลยี AI เพิ่มขึ้นด้วยการค้นหาข้อมูลผ่านแหล่งข้อมูลต่าง ๆ และหารือกับหุ้นส่วนทางธุรกิจในวัตถุประสงค์เชิงธุรกิจด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การเงิน การจัดการ และการตลาด เป็นต้น แล้วเริ่มต้นโปรเจ็ค AI ด้วยการพูดคุยปรึกษากับคู่ค้า (Vendor) ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI โดยเฉพาะ เพื่อสอบถามถึงความเป็นไปได้ และดำเนินการพัฒนา AI นั้น Stage 2 : Expose เมื่อ AI ที่พัฒนาเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ลองนำ AI นั้นมาให้บุคลากรในแผนกที่เกี่ยวข้องได้ลองใช้ก่อน ที่สำคัญคืออย่าลืมที่จะถามความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งานจริงนี้ด้วย เพราะสิ่งนี้มีผลต่อการปรับปรุงและพัฒนา AI ให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ในขั้นนี้นอกจากองค์กรจะได้รู้ถึงประสิทธิภาพในการทำงานของ AI แล้ว ยังเป็นโอกาสที่บุคลากรในองค์กรจะได้เรียนรู้ เข้าใจ และปรับตัวให้เข้ากับ AI ได้ดีมากยิ่งขึ้นอีกด้วย Stage 3 : Experience & Scale Up หาก AI ตัวต้นแบบสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว คุณก็สามารถขยายผลนำ AI นี้ไปใช้ในแผนกอื่น ๆ ต่อได้ นอกจากนี้บุคลากรที่ได้ทำงานร่วมกับ AI มาก่อนแล้วนั้นถือเป็นบุคคลสำคัญขององค์กรที่จะช่วยบอกต่อ Best Practice ในการทำงานร่วมกับ AI ให้กับคนอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อการนำ AI ไปใช้จริงทั่วทั้งองค์กรอีกด้วย สำหรับใครที่อยากพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านสุขภาพ สามารถพูดคุยกับพวกเรา MEDcury ได้ที่ โทรศัพท์ : 02-853-9131 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์) อีเมล : sales@medcury.health  หรือกรอกแบบฟอร์ม คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น Facebook : facebook.com/medcury.health/ LinkedIn : linkedin.com/company/medcury YouTube : https://www.youtube.com/@MEDcury

  • อนาคตของ Telemedicine: แนวทางและโอกาสใหม่หลังโควิด-19

    Telemedicine กลายเป็นคำที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ จนคุ้นหูในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เพราะจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่อย่างโควิด-19 ที่ทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งหันมาหนุนนำบริการทางการแพทย์ในรูปแบบใหม่นี้มาใช้ในการรักษา เพื่อสอดรับกับความปกติใหม่ (New Normal) ที่เกิดขึ้น แต่ก็มีคำถามที่น่าสนใจว่า Telemedicine จะเป็นอย่างไรต่อไปในยุคหลังโควิด-19 เราจะมาเล่าให้ฟัง Telemedicine คืออะไร Telemedicine หรือโทรเวชกรรม คือเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถพูดคุยเพื่อรับคำปรึกษาและการวินิจฉัยจากแพทย์ผ่านระบบ VDO Conference บนแอปพลิเคชันได้แบบ Real-Time COVID-19 ตัวเร่งเทรนด์ Telemedicine สถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เช่น มาตรการล็อกดาวน์ การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนนำมาสู่ความแออัดในโรงพยาบาล เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ Telemedicine กลายเป็นที่ยอมรับในวงกว้างมากขึ้น และเข้ามามีบทบาทในชีวิตคนเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะ Telemedicine เป็นทางเลือกใหม่ในการรับบริการทางการแพทย์ที่ไร้ข้อจำกัดในเรื่องของสถานที่ ซึ่งตอบโจทย์กับวิกฤตครั้งนี้มากที่สุด โดยผลสำรวจประเมินมูลค่าตลาดโลกของ Telemedicine ของ BIS Research พบว่าในปี 2019 ตลาดนี้มีมูลค่า 2.16 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดการณ์ว่าในปี 2026 มูลค่าตลาดนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 6.53 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 12.7% โดยเฉพาะตลาดเอเชีย-แปซิฟิกที่มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่นมากที่สุด ทั้งนี้มูลค่าตลาด Telemedicine ของประเทศไทยก็เติบโตสอดคล้องกับเทรนด์ของตลาดโลกเช่นกัน Next Normal ของ Telemedicine หลังวิกฤต COVID-19 หลาย ๆ ท่านคงสงสัยกันว่าในเมื่อ Telemedicine บูมขึ้นมาได้เพราะโควิด แล้วอนาคตหลังจบโควิดแล้ว Telemedicine จะยังสามารถไปต่อได้หรือไม่ MEDcury ขอยกผลสำรวจจาก Mckinsey มาอ้างอิง ผลสำรวจนี้ได้ชี้ว่าจำนวนผู้ใช้งาน Telemedicine ในสหรัฐฯ นั้นพุ่งสูงขึ้นถึง 38 เท่าในช่วงโควิด-19 แต่ก็สามารถทรงตัวในระดับดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด–19 ได้แล้ว นอกจากนี้ผลการสำรวจยังได้ระบุว่าแพทย์และคนไข้มีระดับความพึงพอใจจากการใช้งาน Telemedicine ที่สูงถึง 64% และ 74% ตามลำดับ และมีแนวโน้มที่จะใช้บริการแพลตฟอร์มดังกล่าวต่อไปในอนาคต ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมในการใช้ Telemedicine ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร อย่างไรก็ตามการให้บริการ Telemedicine คงไม่ได้มาทดแทนการพบแพทย์ในรูปแบบเดิมซะทีเดียว เนื่องจากยังมีข้อจำกัดในหลายด้าน เช่น ความไม่คุ้นเคยของแพทย์ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้คำปรึกษาออนไลน์ ความจำเป็นในการใช้เครื่องมือ หรือหัตถการ หรือตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ ระบบโทรคมนาคมที่ยังไม่ครอบคลุม แต่การมี Telemedicine จะช่วยเสริมศักยภาพในการรักษาพยาบาลได้ โดยเฉพาะในการแพทย์บางสาขาที่ไม่จำเป็นต้องทำหัตถการ เช่น ผิวหนัง จิตเวช เป็นต้น รวมไปถึงการติดตามอาการ หรือติดตามผลตรวจ ผู้ป่วยจึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินทางมาโรงพยาบาล เพียงแค่ใช้ Telemedicine ก็สามารถรับคำปรึกษาหรือผลตรวจต่าง ๆ ผ่านทางออนไลน์ และซื้อยาตามใบสั่งยาจากแพทย์หรือรอรับยาที่บ้านได้เลย ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ทั่วถึงมากขึ้น และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและประหยัดเวลาในการเดินทางได้ รวมทั้งยังช่วย​​ลดปัญหาความแออัดในโรงพยาบาลอีกด้วย นอกจากนี้เราสามารถขยายขอบเขตของบริการ Telemedicine ให้เป็นมากกว่าแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ยกตัวอย่างเช่น “ตู้ One Minute Clinic” ของ Ping An Good Doctor ที่ให้บริการแล้วทั่วทั้ง 8 มณฑลในประเทศจีน โดยตู้ให้บริการ Telemedicine นี้สามารถให้คำปรึกษาและตอบคำถามเบื้องต้นเกี่ยวกับโรคทั่วไปถึง 2,000 โรค โดยใช้ AI วินิจฉัยด้วยการวัดชีพจรและสอบถามข้อมูลต่าง ๆ พร้อมทั้งมีการจ่ายยาแก่ผู้ป่วย โดยมียากว่าร้อยชนิดให้บริการ หากไม่พบยาที่ต้องการ ผู้ป่วยก็สามารถสั่งจากแอปพลิเคชันเพื่อขอรับยาที่คลินิกใกล้บ้านหรือจัดส่งถึงบ้านภายใน 1 ชั่วโมง และตู้คลินิกนี้ยังมีการเก็บประวัติของผู้ป่วยเพื่อใช้ในการรักษา โดยเชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับระบบ Health Information System (HIS) ของคลินิกและโรงพยาบาลมากกว่า 3,000 แห่ง เพื่อส่งต่อผู้ป่วยในกรณีที่ประเมินว่าเป็นโรคร้ายแรงอีกด้วย สำหรับใครที่อยากพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านสุขภาพ สามารถพูดคุยกับพวกเรา MEDcury ได้ที่ โทรศัพท์ : 02-853-9131 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์) อีเมล : sales@medcury.health  หรือกรอกแบบฟอร์ม คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น Facebook : facebook.com/medcury.health/ LinkedIn : linkedin.com/company/medcury YouTube : https://www.youtube.com/@MEDcury   อ้างอิงข้อมูลจาก https://www.prachachat.net/columns/news-717825 https://www.tiscowealth.com/article/innovative-healthcare/Telemedicine-Platform.html https://www.finnomena.com/bottomliner/ping-an-good-doctor/ https://www.unlockmen.com/demi-sathu49-by-sansiri

  • สร้างโรงพยาบาลสีเขียว! กับ 3 เทคโนโลยีดิจิทัลที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    หนึ่งในเทรนด์โลกที่ถูกคาดการณ์ไว้คือเทรนด์ Sustainability, Eco-friendly และ Climate-friendly ซึ่งหลาย ๆ องค์กรในประเทศต่าง ๆ ก็ได้เริ่มดำเนินการกันไปแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าเทรนด์นี้ไม่ใช่แค่เทรนด์ปีหน้าที่จะอยู่แค่ชั่วคราวเท่านั้น แต่จะเป็นเทรนด์แห่งโลกอนาคตเลยทีเดียว แล้วธุรกิจโรงพยาบาลจะสามารถตามเหล่านี้เทรนด์นี้ได้อย่างไร วันนี้ MEDcury จะมาแชร์ 3 แนวทางพาโรงพยาบาล Go Green อย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 1. Digitization : เปลี่ยนข้อมูล Analog ให้เป็นข้อมูล Digital Digitization คือการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในรูปแบบกายภาพหรือ Analog ให้เป็นข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลแทน เช่น การเปลี่ยนภาพถ่ายให้เป็นไฟล์ภาพ การเปลี่ยนเอกสารกระดาษให้เป็นไฟล์ดิจิทัล เป็นต้น ดังนั้นวิธีนี้จึงเป็นการลดการใช้กระดาษและลดปริมาณการสร้างขยะได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในธุรกิจโรงพยาบาล ที่มีข้อมูลที่น่าตกใจจาก CynergisTek ว่าโรงพยาบาลขนาดเฉลี่ย 1,500 เตียงนั้นมีการใช้เอกสารกระดาษมากกว่า 8 ล้านหน้าต่อเดือน ซึ่งถือเป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว 2. Digitalization : ใช้เทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงาน (Workflow) Digitalization คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงาน (Workflow) ต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ซึ่งจะทำให้โรงพยาบาลได้รับประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการลดความผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ (Human Error) และเพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) ที่อาจมีประโยชน์ต่อการตัดสินใจทางธุรกิจ รวมถึงเป็นการลดการใช้ทรัพยากรและค่าใช้จ่ายอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เทคโนโลยีเพื่อการทำ Digitalization ภายในโรงพยาบาล มีเทคโนโลยีมากมายที่โรงพยาบาลสามารถนำมาใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น 1. การใช้ Electronic Medical Record (EMR) แทนการใช้เวชระเบียนกระดาษ คลิกเพื่ออ่านบทความต่อเกี่ยวกับ "EMR กับ EHR ต่างกันอย่างไร " 2. การใช้ Health Information System (HIS) เพื่อจัดเก็บและจัดการข้อมูลของทั้งโรงพยาบาลแบบครบวงจรบนระบบดิจิทัล คลิกเพื่ออ่านบทความต่อเกี่ยวกับ " 4 เหตุผลที่โรงพยาบาลควรอัปเกรดระบบ Hospital Information System (HIS) " 3. การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลโดยใช้ Health Information Exchange (HIE) คลิกเพื่ออ่านบทความต่อเกี่ยวกับ " ระบบ HIE ในโรงพยาบาล: อนาคตของการจัดการข้อมูลในโรงพยาบาล " 4. การให้บริการผ่าน Telemedicine เพื่อลดข้อจำกัดด้านสถานที่ คลิกเพื่ออ่านบทความต่อเกี่ยวกับ " Telehealth กับ Telemedicine ต่างกันอย่างไร? " นอกจากประโยชน์ที่ได้กล่าวถึงในข้างต้นแล้ว การใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ยังสามารถเพิ่มความพึงพอใจของผู้มาใช้บริการ และช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับโรงพยาบาลทั้งในแง่ของการเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม อีกทั้งยังทันสมัยอีกด้วย 3. Cloud Computing : เก็บข้อมูลไว้บนก้อนเมฆ Cloud Computing คือ ระบบเก็บข้อมูลและประมวลผลระบบสารสนเทศผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผู้ใช้งานจึงสามารถใช้งานได้ตามต้องการ โดยไม่มีข้อจำกัดด้านสถานที่ อุปกรณ์ ปริมาณ หรือเวลา นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราเรียกว่า Cloud เพราะเราเก็บข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้อยู่ใกล้ตัวเรา แต่อาจจะอยู่ห่างไกลกันออกไปคนละซีกโลกเลยก็ว่าได้ เปรียบเสมือนข้อมูลนั้นอยู่บนก้อนเมฆนั่นเอง หนึ่งในเทคโนโลยีของ Cloud Computing ที่จะช่วยพาโรงพยาบาล Go Green ได้นั่นก็คือ HIS On Cloud หลาย ๆ คนคงสงสัยว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยโรงพยาบาลได้อย่างไร เราอยากให้ลองนึกถึงปริมาณไฟฟ้าที่คุณต้องใช้เพื่อให้เซิร์ฟเวอร์ HIS On-Premise ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงแสงสว่าง และเครื่องปรับอากาศเพื่อให้ทุกอย่างอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม แน่นอนว่าไฟฟ้าที่ถูกใช้นั้นมีปริมาณมหาศาล แต่สำหรับ HIS On Cloud นั้นโรงพยาบาลไม่จำเป็นต้องติดตั้งทั้ง Software และ Hardware เอง พอไม่มีของพวกนี้ คุณก็ไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า หรือถ้ามี ก็มีในปริมาณที่น้อยลง ทำให้คุณใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยลงไปด้วย นั่นจึงทำให้คุณสามารถพาโรงพยาบาล Go Green ได้ตามเป้าหมาย นอกจากนี้ HIS On Cloud ยังสามารถช่วยโรงพยาบาลลดต้นทุนแฝงในหลาย ๆ ด้านได้ เช่น ต้นทุนในบริหารจัดการด้านบุคคลเพื่อรับผิดชอบในงานดูแลบำรุงรักษาระบบ และต้นทุนในการบริหารทรัพยากรอื่น ๆ เช่น พลังงานไฟฟ้า สถานที่ เป็นต้น โดยจากข้อมูลของ Microsoft Corporation และ WSP Global Inc. ระบุว่าการใช้ Cloud Computing นั้นช่วยประหยัดพลังงานกว่าศูนย์ข้อมูลแบบ On-Premise มากถึง 93% เลยทีเดียว นอกจากนี้ผลวิจัยจาก Berkeley Lab และ Northwestern University ก็พูดในทำนองเดียวกันว่าธุรกิจสามารถประหยัดต้นทุนด้านพลังงานได้มากถึง 60% - 85% เมื่อเปลี่ยนมาใช้ Cloud-based Services แทนอีกด้วย สร้างโรงพยาบาลสีเขียวไม่ได้ไกลเกินเอื้อม! เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับ 3 แนวทางที่เรานำมาฝาก หวังว่าทุกคนจะลองนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและนวัตกรรมเข้ามาใช้เพื่อช่วยให้เราสามารถใช้พลังงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเป็นมิตรกับโลกไปพร้อม ๆ กัน เพื่อช่วยทำให้โลกของเราดีขึ้น แล้วมาสร้าง Green Ecosystem ให้สมบูรณ์แบบอย่างยั่งยืนไปด้วยกันนะ สำหรับใครที่อยากพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านสุขภาพ สามารถพูดคุยกับพวกเรา MEDcury ได้ที่ โทรศัพท์ : 02-853-9131 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์) อีเมล : sales@medcury.health  หรือกรอกแบบฟอร์ม คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น Facebook : facebook.com/medcury.health/ LinkedIn : linkedin.com/company/medcury YouTube : https://www.youtube.com/@MEDcury

  • จริงหรือเปล่า ? ChatGPT จะ Disrupt บุคลากรทางการแพทย์ในอนาคตอันใกล้

    หลาย ๆ คนคงได้ยินข่าวคราวของแชทบอตอัจฉิรยะที่กำลังโด่งดังอย่าง ChatGPT กันมาบ้างแล้วใช่ไหมล่ะ การเปิดตัว ChatGPT ในครั้งนี้ได้มีผู้เชี่ยวชาญหลายคนออกมาบอกว่านี่อาจกลายเป็นการจุดชนวน Tech Disruption ในวงการต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นอีกครั้ง เช่น สายงานแปลภาษา สายงานโปรแกรมเมอร์ เป็นต้น แล้ว ChatGPT จะส่งผลต่อวงการแพทย์อย่างไรบ้าง วันนี้ MEDcury จะพาไปทุกคนสำรวจว่าเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาช่วยส่งเสริมการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์หรือดิสรัปต์กันแน่ ChatGPT สอบผ่านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์ของสหรัฐ เมื่อเดือนมีนาคมปี พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา หนังสือ The AI Revolution in Medicine ได้ถูกตีพิมพ์ โดย Dr. Isaac Kohane ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ที่เป็นทั้งแพทย์และ Computer Scientist จาก Harvard ได้พูดถึงความสามารถของ ChatGPT รุ่นล่าสุด หรือ GPT-4 เอาไว้ว่ามันสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับการสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์ของสหรัฐฯ ได้ถูกต้องมากกว่า 90% ซึ่งถือว่าดีกว่าแพทย์ที่มีใบประกอบบางคนด้วยซ้ำ ChatGPT กับการวินิจฉัยโรคหายากอย่างรวดเร็ว ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ ทาง Dr. Isaac ยังได้กล่าวอีกว่าเขาได้ลองทดสอบความสามารถของ ChatGPT โดยยกเคสจริงที่เขาเคยรักษามาให้ระบบได้ลองวินิจฉัยดู โดยงานนี้เขาได้ให้ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับคนไข้ที่เขารวบรวมได้จากการตรวจร่างกาย เช่น ระดับฮอร์โมน และผลอัลตราซาวด์ เป็นต้น ซึ่ง ChatGPT นี้ก็สามารถวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วภายในไม่กี่วินาทีว่าผู้ป่วยคนนี้มีอาการของโรคภาวะบกพร่องฮอร์โมนต่อมหมวกไตแต่กำเนิด (Congenital Adrenal Hyperplasia) ซึ่งเป็นโรคที่มีโอกาสเกิดขึ้นเพียงแค่ 1 ใน 100,000 คน นี่จึงเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากเพราะการที่แพทย์จะสามารถวินิจฉัยโรคหายากเช่นนี้ได้นั้นต้องสั่งสมความรู้และประสบการณ์นานหลายปี แต่ ChatGPT กลับสามารถทำได้ง่าย ๆ งานนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าบุคลากรทางการแพทย์ควรจะประทับใจ หรือรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ กันแน่ ChatGPT ในฐานะผู้ช่วยเสมือนของแพทย์ นอกจากจะเป็นนักเรียนคนเก่งที่สอบได้คะแนนดี และผู้วินิจฉัยโรคมือฉมังแล้วนั้น ChatGPT ยังสามารถอ่านรายงานและผลการศึกษาต่าง ๆ ที่มีความยาวหลายหน้า แล้วสรุปใจความสำคัญให้เสร็จสรรพได้ในพริบตา ซึ่งช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถประหยัดเวลาที่ใช้ไปกับการทำงานบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้เป็นกอง และสุดท้ายแล้วบุคลากรทางการแพทย์จะกลับมามีเวลาดูแลผู้ป่วยมากขึ้นนั่นเอง ทั้งนี้ หลายคนอาจจะคิดว่า ChatGPT เป็นแค่ระบบหุ่นยนต์ทื่อ ๆ ที่รวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อตอบตามคำสั่ง ไม่มีชีวิตชีวาเหมือนมนุษย์ แต่จริง ๆ แล้วเจ้า ChatGPT นี้ยังสามารถให้คำแนะนำเคล็ดลับที่เป็นประโยชน์กับแพทย์ในการพูดคุยกับผู้ป่วยเกี่ยวกับอาการป่วยอย่างตรงประเด็น แต่ก็ยังเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจได้อีกด้วย ถ้า ChatGPT อัจฉริยะขนาดนี้ แล้วบุคลากรทางการแพทย์ยังจำเป็นอยู่ไหม? คำตอบคือจำเป็นแน่นอน! แม้ว่าจากที่กล่าวมา ChatGPT อาจจะดูเป็นระบบที่อัจฉริยะ แต่คำตอบของ ChatGPT ก็ไม่ได้ถูกต้อง 100% เสมอไป โดยในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ได้พูดถึงข้อผิดพลาดของระบบ เช่น การแสดงค่า BMI ที่ผิดพลาด ซึ่งแม้จะดูเหมือนเล็กน้อย แต่จริง ๆ แล้วนี่อาจนำไปสู่ข้อผิดพลาดร้ายแรงในการสั่งยาหรือการวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนได้เช่นกัน เป็นอย่างไรกันบ้าง บุคลากรทางการแพทย์หลาย ๆ คนอาจจะเบาใจที่ระบบนี้คงไม่ได้เข้ามาแทนที่ตนเองในเร็ว ๆ นี้ แต่ทุกคนคงเห็นถึงความสามารถของมันกันแล้วใช่ไหมล่ะ เพราะฉะนั้น MEDcury ก็ไม่อยากให้ทุกคนนิ่งนอนใจว่า AI ไม่มีวันดีกว่ามนุษย์ เพราะสุดท้ายแล้วเทคโนโลยีนี้จะเข้ามามีบทบาทในวงการแพทย์มากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน สำหรับใครที่อยากพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีสุขภาพ สามารถติดต่อหรือติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับพวกเรา MEDcury ได้ที่ โทรศัพท์ : 02-853-9131 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์) อีเมล : sales@medcury.health  หรือกรอกแบบฟอร์ม คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น Facebook : facebook.com/medcury.health/ LinkedIn : linkedin.com/company/medcury YouTube : https://www.youtube.com/@MEDcury   อ้างอิงข้อมูลจาก https://www.insider.com/

  • ควรรู้ไว้! กับ 3 กฎหมายด้านข้อมูลที่โรงพยาบาลต้องปฏิบัติตาม

    ทุกวันนี้ผู้คนหันมาตระหนักถึงความเป็นส่วนตัวและความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมากขึ้น รวมถึงมีการออกกฎหมายใหม่ ๆ เพื่อปกป้องการเข้าถึงหรือเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้แล้ว โดยมี 3 กฎหมายด้านข้อมูลที่ส่งผลโดยตรงแก่โรงพยาบาล ไม่ว่าโรงพยาบาลของคุณจะยังทำงานแบบดั้งเดิมที่เก็บข้อมูลทุกอย่างในรูปแบบแฟ้มเอกสาร หรือโรงพยาบาลมีระบบการทำงานเป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบด้วยการใช้ Digital Tools ต่าง ๆ แล้วก็ตาม เพียงแค่องค์กรของคุณมีการเก็บข้อมูลส่วนตัว คุณก็เข้าเกณฑ์ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วันนี้ MEDcury จะมาสรุปให้ทุกคนฟังถึง 3 กฎหมายนี้กัน มาดูกันเลย! 1. Health Insurance Portability and Accountability Act (HIPAA) ย้อนกลับไปเมื่อปีค.ศ. 1996 ทางรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกาได้กำหนดให้มีการสร้างมาตรฐานระดับชาติเพื่อปกป้องข้อมูลด้านสุขภาพที่ละเอียดอ่อนของผู้ป่วย ไม่ให้ถูกเปิดเผยโดยไม่ได้รับความยินยอม นั่นก็คือกฏหมาย Health Insurance Portability and Accountability Act หรือ HIPAA นั่นเอง การบังคับใช้กฎหมายนี้ ทำให้ข้อมูลด้านสุขภาพใด ๆ ก็ตามที่อาจเชื่อมโยงถึงการระบุตัวผู้ป่วย จะถูกปกป้อง และไม่สามารถนำมาเปิดเผยหรือเข้าถึงได้ หากไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ป่วย ดังนั้นผู้ให้บริการด้านสุขภาพและบุคคลที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตามกฎหมายนี้อย่างเคร่งครัดเพื่อคุ้มครองข้อมูลของผู้ป่วยให้ปลอดภัยจากการเผยแพร่หรือเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อมูลที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของ HIPAA มีดังนี้ ข้อมูลใด ๆ ก็ตามที่แพทย์ หรือพยาบาล หรือผู้ให้บริการด้านสุขภาพต่าง ๆ ได้บันทึกไว้ในเวชระเบียนของผู้ป่วย บทสนทนาเกี่ยวกับการรักษาระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ หรือพยาบาล หรือผู้ให้บริการด้านสุขภาพ ข้อมูลเกี่ยวกับประกันสุขภาพของผู้ป่วย ข้อมูลค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วย ข้อมูลด้านสุขภาพอื่น ๆ ของผู้ป่วยที่ถูกเก็บรวบรวมโดยผู้ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายนี้ 2. General Data Protection Regulation (GDPR) General Data Protection Regulation หรือ GDPR คือกฎระเบียบของสหภาพยุโรป (EU) ว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวและความเป็นส่วนตัวของพลเมืองในประเทศใน EU ซึ่งมีการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อนต่าง ๆ มากมาย เพื่อปกป้องพลเมือง EU จากการโดนละเมิดความเป็นส่วนตัว ข้อมูลที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของ GDPR ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป เช่น ชื่อ-นามสกุล, เลขประจำตัวประชาชน, เบอร์โทรศัพท์, วันเกิด, อีเมล เป็นต้น รูปลักษณ์ ลักษณะ และพฤติกรรม ข้อมูลด้านการศึกษา ข้อมูลด้านการทำงาน รายได้ และการเสียภาษี ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน (Sensitive Personal Data) เช่น การนับถือศาสนา, ความคิดเห็นทางการเมือง เป็นต้น ข้อมูลด้านสุขภาพ เช่น ประวัติการรักษาพยาบาล, ลักษณะทางพันธุกรรม เป็นต้น กฎหมาย GDPR ประกาศใช้ใน EU แล้วเกี่ยวอะไรกับโรงพยาบาลในประเทศไทย? หลาย ๆ คนคงสงสัยในประเด็นนี้กันอย่างแน่นอน MEDcury ขอพูดสรุปง่าย ๆ เลยว่าถึงแม้กฎหมาย GDPR จะประกาศใช้ใน EU แต่มีผลบังคับใช้กับทุกหน่วยงานที่มีการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของพลเมืองที่อาศัยอยู่ใน EU ไม่ว่าหน่วยงานนั้นจะตั้งอยู่ที่ไหนก็ตาม ดังนั้นโรงพยาบาลที่ต้องข้องเกี่ยวกับชาวต่างชาติจากประเทศในกลุ่ม EU ก็เลยต้องปฏิบัติตามกฎนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกันนั่นเอง 3. Thailand’s Personal Data Protection Act (PDPA) Thailand’s Personal Data Protection Act หรือ PDPA คือพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งพึ่งประกาศบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา จริง ๆ แล้วกฎหมายนี้ถูกถอดแบบมาจากกฎระเบียบ GDPR ที่พึ่งกล่าวไปข้างต้น ดังนั้นวัตถุประสงค์ของกฎหมายนี้จึงไม่ต่างกัน นั่นก็เพื่อป้องกันการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงป้องกันการจัดเก็บข้อมูลและนำไปใช้โดยไม่ได้แจ้งให้ทราบและไม่ได้รับความยินยอม ตัวอย่างของข้อมูลที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของ PDPA เช่น ข้อมูลทั่วไป เช่น ชื่อ-นามสกุล, เลขประจำตัวประชาชน, เลขหนังสือเดินทาง, ที่อยู่, อีเมล, เบอร์โทรศัพท์, วันเกิด, สถานที่เกิด, เชื้อชาติ, สัญชาติ, น้ำหนัก, ส่วนสูง เป็นต้น ข้อมูลอุปกรณ์หรือเครื่องมือ เช่น IP address, Cookie ID เป็นต้น ข้อมูลทางชีวมิติ (Biometric) เช่น รูปถ่ายใบหน้า, ลายนิ้วมือ, ข้อมูลสแกนม่านตา, ข้อมูลอัตลักษณ์เสียง ข้อมูลทรัพย์สินของบุคคล เช่น ทะเบียนรถยนต์, โฉนดที่ดิน เป็นต้น ข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลการศึกษาหรือการจ้างงาน ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน (Sensitive Personal Data) เช่น ความคิดเห็นทางการเมือง, ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา, พฤติกรรมทางเพศ, ประวัติอาชญากรรม, ข้อมูลด้านสุขภาพ ความพิการ หรือข้อมูลสุขภาพจิต, ข้อมูลพันธุกรรม เป็นต้น เก็บข้อมูลแบบดั้งเดิม ทำไมยังต้องปฏิบัติตาม? ต้องบอกว่ากฎหมายทั้งสามนี้ก็มีผลบังคับใช้กับทุกองค์กรอย่างไม่เลือกปฏิบัติ และไม่ขึ้นอยู่กับวิธีการเก็บข้อมูล ดังนั้นองค์กรต่าง ๆ ที่มีการเก็บข้อมูลส่วนตัวจึงต้องปรับตัวให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่เป็นหนึ่งในองค์กรที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนตัวที่ละเอียดอ่อน (Sensitive Personal Data) เป็นจำนวนมาก หรืออธิบายอีกวิธีหนึ่งได้ว่าไม่ว่าโรงพยาบาลของคุณจะยังทำงานแบบดั้งเดิมที่เก็บข้อมูลทุกอย่างเป็นแฟ้มเอกสารหรืออยู่เฉพาะบน Server ของโรงพยาบาล หรือโรงพยาบาลได้เปลี่ยนระบบการทำงานเป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบด้วยการใช้ Digital Tools ต่าง ๆ เช่น EMR, HIS On Cloud, HIE, NHIS เป็นต้น แล้วก็ตาม ในเมื่อคุณมีการเก็บข้อมูล คุณก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเหล่านี้นั่นเอง ใช้ Digital Tools ในโรงพยาบาล จะเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดหรือเปล่า? บางโรงพยาบาลที่ใช้ Digital Tools จากภายนอกองค์กรอาจเกิดคำถามและมีความกังวลใจว่า “การใช้ Digital Tools ต่าง ๆ นั้นเป็นไปตามกฎหมายเหล่านี้หรือไม่” ต้องขอบอกเลยว่านักพัฒนาระบบและผู้ให้บริการเหล่านี้นั้นมีความเชี่ยวชาญและปฏิบัติตามกฏหมายเหล่านี้อย่างเคร่งครัดมากยิ่งขึ้น ดังนั้นคุณจึงสามารถไว้ใจใน Digital Tools ได้อย่างแน่นอน ส่วนโรงพยาบาลที่ยังทำงานแบบดั้งเดิมอยู่นั้น แม้คุณจะไม่เกี่ยวข้องกับ Digital Tools แต่อย่างที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้น กฎหมายทั้งสามนี้ไม่เลือกปฏิบัติ มันเกี่ยวข้องกับคุณโดยตรงอย่างแน่นอน ดังนั้นการมีความรู้และความเข้าใจในกฎหมายเหล่านี้ย่อมดีกว่า เพื่อที่คุณจะได้สามารถปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสมและเป็นไปตามกฎหมาย เป็นอย่างไรกันบ้าง ทุกคนคงพอจะเข้าใจมากขึ้นใช่ไหมว่าโรงพยาบาลมีการเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ มากมายที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของ 3 กฎหมายนี้ ดังนั้นโรงพยาบาลจึงต้องมีมาตรการจัดเก็บและปกป้องข้อมูลที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น เพราะหากเกิดความเสียหายจากการเก็บรวบรวม การใช้หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายทั้ง 3 นี้แล้ว อาจเกิดปัญหาด้านกฏหมายครั้งใหญ่ตามมาได้ นอกจากนี้การปฏิบัติตามกฎหมายเหล่านี้อย่างเคร่งครัดยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อโรงพยาบาลให้กับผู้ป่วยได้เป็นอย่างดีอีกด้วย เพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยของข้อมูลให้กับโรงพยาบาลของคุณ ? สำหรับใครที่อยากพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมด้านการดูแลสุขภาพ สามารถพูดคุยกับพวกเรา MEDcury ได้ที่ โทรศัพท์ : 02-853-9131 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์) อีเมล : sales@medcury.health  หรือกรอกแบบฟอร์ม คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น Facebook : facebook.com/medcury.health/ LinkedIn : linkedin.com/company/medcury YouTube : https://www.youtube.com/@MEDcury   อ้างอิงข้อมูลจาก https://www.cdc.gov/ https://www.cnet.com/ https://ilaw.or.th/

  • 3 วิธีปรับองค์กรให้พร้อมรับมือกับ Healthcare Landscape สมัยใหม่

    ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ภูมิทัศน์ด้านการดูแลสุขภาพ หรือ Healthcare Landscape มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ วันนี้ MEDcury จะพาไปดูรากฐานต่าง ๆ ที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ เพื่อที่เหล่าผู้ประกอบการธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพจะได้เข้าใจภาพรวมมากขึ้น นอกจากนี้เรายังมี 3 วิธีปรับตัวเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จมาแบ่งปันกันอีกด้วย 3 วิธีปรับองค์กรพร้อมรับมือกับ Healthcare Landscape สมัยใหม่ 1. ดูแลโดยมุ่งเน้นผู้ป่วยป็นศูนย์กลางเพื่อตอบโจทย์ความคาดหวังของผู้ป่วย ในปัจจุบัน ผู้ป่วยมีอำนาจมากขึ้น และสามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นกว่าในอดีตมาก โดยผู้ป่วยมีการใช้อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียเพื่อเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์และมองหาการดูแลสุขภาพที่พวกเขาสามารถควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ได้มากขึ้น ซึ่งผู้ป่วยคาดหวังประสบการณ์การดูแลที่มุ่งเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง สะดวกสบาย และเป็นส่วนตัว ดังนั้นธุรกิจการดูแลสุขภาพต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมกับผู้ป่วย หนึ่งกลยุทธ์ที่ MEDcury แนะนำคือการจัดหาแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น Telemedicine ที่ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงผู้ให้บริการด้านสุขภาพได้ง่ายขึ้น และนำเสนอบริการที่เหมาะสมกับผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปเหล่านี้ให้ได้นั่นเอง 2. จัดทำกฎระเบียบและปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติเพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมาย กฎระเบียบด้านการดูแลสุขภาพมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงรับประกันความปลอดภัยของผู้ป่วย การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบเหล่านี้ส่งผลกระทบมากมาย ตั้งแต่มาตรฐานความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย ไปจนถึงรูปแบบสินไหมค่ารักษาพยาบาล และมาตรการด้านคุณภาพ อย่างไรก็ตามธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบเหล่านี้ โดยปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกัน และจัดทำกฎระเบียบข้อบังคับที่เข้มงวดเพื่อให้บุคลากรในองค์กรปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสมและเป็นไปตามกฎหมาย รวมถึงเพื่อรักษาไว้ซึ่งความไว้วางใจของผู้ป่วยและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ 3 กฎหมายที่โรงพยาบาลต้องปฏิบัติตาม ได้ต่อ 3. ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เทคโนโลยีได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของการให้บริการด้านการดูแลสุขภาพที่ทันสมัย ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้นอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานต่าง ๆ โดยใช้ต้นทุนที่ต่ำลง และเพิ่มความร่วมมือระหว่างบุคลากรทางการแพทย์อีกด้วย ดังนั้นการเปิดรับและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีจึงไม่ใช่แค่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพ โดย MEDcury ขอยก 4 ตัวอย่างเทคโนโลยีด้านสุขภาพที่เหล่าโรงพยาบาลไม่ควรขาด ได้แก่ ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (Health Information System หรือ HIS) ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพ (Health Information Exchange หรือ HIE) เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Medical Record หรือ EMR) Telemedicine รับมือ Healthcare Landscape สมัยใหม่ด้วย 4 นวัตกรรมสุดล้ำสมัยจาก MEDcury สำหรับใครที่สนใจเทคโนโลยีเหล่านี้ ที่ MEDcury เรามี HealthTech Solutions ที่พร้อมให้บริการโรงพยาบาลและคลินิกทุกขนาดธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น ระบบ MEDHIS  :  ระบบบริหารจัดการโรงพยาบาล (Hospital Information System : HIS) ระบบ MEDConnext  :  ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพระหว่างโรงพยาบาล (Hospital Information Exchange : HIE) หมอในบ้าน  :  Virtual Health Platform สำหรับบริการทางการแพทย์ออนไลน์  ผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้คำแนะนำอย่างมืออาชีพ สามารถพูดคุยหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับผู้เชี่ยวชาญของเราได้ที่ โทรศัพท์ : 02-853-9131 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์) อีเมล : sales@medcury.health  หรือกรอกแบบฟอร์ม คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น Facebook : facebook.com/medcury.health/ LinkedIn : linkedin.com/company/medcury YouTube : https://www.youtube.com/@MEDcury

  • Teleconsultation คืออะไร?

    “Teleconsultation” ศัพท์ทางการแพทย์อีกคำที่หลาย ๆ คนอาจจะเคยเห็นผ่านตามาบ้าง แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่ วันนี้ MEDcury ขอมาเล่าสู่กันฟังเหมือนเคย จะเป็นอย่างไรนั้น ไปดูกันเลย! Teleconsultation คืออะไร? Teleconsultation คือ การปรึกษาหารือโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ไม่ว่าจะเป็นการปรึกษาระหว่างผู้ให้บริการด้านสุขภาพด้วยกันเอง หรือการปรึกษาระหว่างผู้ให้บริการด้านสุขภาพกับผู้ป่วย ประโยชน์ของ Teleconsultation เป้าหมายของ Teleconsultation นั้นก็เพื่อข้ามข้อจำกัดทางด้านสถานที่ที่มีผลต่อการทำงานระหว่างผู้ให้บริการด้านสุขภาพที่อยู่ห่างไกลกัน รวมถึงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้ให้บริการด้านสุขภาพในการวินิจฉัยหรือการรักษาผู้ป่วยที่อยู่คนละสถานที่กันอีกด้วย ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพของกระบวนการวินิจฉัยและการรักษา การเพิ่มความไว้วางใจของแพทย์ และการปรับปรุงคุณภาพโดยรวมของการดูแลสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ ลักษณะของ Teleconsultation Teleconsultation มีอยู่ 2 ลักษณะ ได้แก่ Asynchronous Consultation และ Synchronous Consultation มาทำความรู้จักไปพร้อม ๆ กันเลย! 1. Asynchronous Consultation คืออะไร? Teleconsultation ลักษณะแรกคือ Asynchronous Consultation ซึ่งเป็นการบันทึกข้อมูลนั้นให้เสร็จก่อน แล้วค่อยส่งต่อข้อมูลนั้น (Store-and-Forward) เพื่อให้หรือรับคำปรึกษา เช่น วิดีโอที่ถูกบันทึกไว้ ฟิล์มเอกซเรย์ รูปถ่าย รวมถึงผลตรวจต่าง ๆ ของผู้ป่วย เป็นต้น Asynchronous Consultation มักใช้สำหรับการส่งต่อข้อมูลของผู้ป่วยจากเจ้าหน้าที่การแพทย์ทั่วไปไปยังเจ้าหน้าที่การแพทย์เฉพาะทาง MEDcury ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้นด้วยเคสนี้ โรงพยาบาล A เป็นโรงพยาบาลขนาดเล็กที่ไม่มีรังสีแพทย์อยู่ประจำ ดังนั้นบุคลากรในโรงพยาบาลจึงส่งฟิล์มเอกซเรย์ของผู้ป่วยที่บันทึกไว้ต่อไปให้รังสีแพทย์ในโรงพยาบาล B ที่เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เพื่อขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับสภาวะของผู้ป่วย 2. Synchronous Consultation คืออะไร? อีกลักษณะของ Teleconsultation ก็คือ Synchronous Consultation ซึ่งเป็นการให้หรือรับคำปรึกษาที่มีการโต้ตอบกันไปมาหรือสื่อสารสองทาง (Two-Way Communication) แบบ Real-Time เช่น การปรึกษาหารือระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ต่าง ๆ แบบ Real-Time การตรวจวินิจฉัยผ่านวิดีโอแบบถ่ายทอดสดด้วยคอมพิวเตอร์แบบ Real-Time Teleconsultation ทั้ง 2 ลักษณะนี้จะกระทำผ่านอีเมล โทรศัพท์ ระบบส่งข้อความอัตโนมัติ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ รวมถึงอินเทอร์เน็ต โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากัน นอกจากนี้การทำ Teleconsultation นั้นยังไม่ถูกจำกัดแค่ภายในเขตแดนของประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้นอีกด้วย ตัวอย่างเคสการใช้ Teleconsultation MEDcury ขอยกตัวอย่างเคสนี้ ที่ศูนย์การแพทย์ต่าง ๆ พยายามร่วมมือกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัดหลอดเลือดโป่งพองให้แก่ผู้ป่วยโดยใช้ Teleconsultation เรื่องราวเริ่มต้นที่แผนกสรีรวิทยาระบบประสาทของศูนย์แห่งหนึ่งในเมืองมาสทริชท์ ประเทศเนเธอแลนด์ ได้ทำการประเมินข้อมูลคลื่นไฟฟ้าของระบบประสาทสั่งการ (Motor-Evoked Potentials : MEPs) ของผู้ป่วย แล้วส่งต่อข้อมูลนี้ให้แก่ศูนย์หลอดเลือดทั้งหมด 4 แห่งใน 3 ประเทศทั่วยุโรปโดยใช้อินเทอร์เน็ต เพื่อให้ศัลยแพทย์ใช้ในการวางแผนกลยุทธ์ในการป้องกันและผ่าตัดหลอดเลือดโป่งพองที่อาจมีผลต่อการเกิดอัมพาต นักประสาทวิทยาที่ประจำอยู่ที่ศูนย์ในเนเธอร์แลนด์และศัลยแพทย์ที่ประจำอยู่ที่โรงพยาบาลต่าง ๆ ในแต่ละประเทศทั่วยุโรปได้มีการปรึกษาหารือกันแบบ Real-Time จนสุดท้ายสามารถทำการผ่าตัดให้แก่ผู้ป่วยได้สำเร็จ โดยผู้ป่วย 3 รายมีอาการดีขึ้น และอีก 3 รายก็ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ เห็นกันแล้วใช่ไหมล่ะว่า Teleconsultation ทำให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถปรึกษาหารือกันได้แบบข้ามพรมแดนกันไปเลย ถือเป็นการรวมศูนย์ความเชี่ยวชาญของบุคลากรทางการแพทย์จากแต่ละที่เอาไว้เลยทีเดียว สิ่งสำคัญสำหรับการใช้ Teleconsultation ​​จุดที่สำคัญที่สุดของการทำ Teleconsultation รวมถึงการให้คำปรึกษาแบบอื่น ๆ นั่นก็คือคุณภาพและปริมาณของข้อมูล หรือพูดง่าย ๆ คือต้องมีการรวบรวมข้อมูลให้ถูกต้อง ครบถ้วนเพียงพอ และส่งต่ออย่างทันท่วงที เพื่อการตัดสินใจวินิจฉัยหรือรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุดนั่นเอง เป็นอย่างไรกันบ้าง MEDcury หวังว่าทุกคนจะรู้จัก Teleconsultation มากขึ้นนะ สำหรับใครที่อยากพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านสุขภาพ สามารถพูดคุยกับพวกเรา MEDcury ได้ที่ โทรศัพท์ : 02-853-9131 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์) อีเมล : sales@medcury.health  หรือกรอกแบบฟอร์ม คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น Facebook : facebook.com/medcury.health/ LinkedIn : linkedin.com/company/medcury YouTube : https://www.youtube.com/@MEDcury   อ้างอิงข้อมูลจาก https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5037984/#ref3 https://www-file.huawei.com/ https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2270420/ https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/22341581/

  • Remote Patient Monitoring คืออะไร?

    เคยได้ยินคำว่า ‘Remote Patient Monitoring’ ไหม? แล้วเข้าใจรึเปล่าว่ามันคืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร? วันนี้ MEDcury จะพาไปส่องอีกหนึ่งเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สำคัญต่อวงการสาธารณสุขไทย จะเป็นอย่างไร หาคำตอบได้ที่นี่! Remote Patient Monitoring คืออะไร? Remote Patient Monitoring (RPM) คือ การติดตามดูแลผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ที่บ้านจากทางไกลโดยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ เพื่อตรวจวัดและเก็บข้อมูลทางการแพทย์ รวมถึงข้อมูลด้านสุขภาพอื่น ๆ ของผู้ป่วย แล้วส่งข้อมูลเหล่านี้ให้แก่ผู้ให้บริการด้านสุขภาพตามช่วงเวลาผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ผู้ให้บริการด้านสุขภาพทำการประเมินและให้คำแนะนำที่จำเป็นได้ โรคอะไรที่สามารถใช้ Remote Patient Monitoring ติดตามอาการได้? แล้วต้องทำอย่างไร? มีโรคต่าง ๆ มากมายที่สามารถติดตามอาการได้ผ่าน Remote Patient Monitoring เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หอบหืด หรือแม้แต่การติดเชื้อโควิด-19 เป็นต้น โดยใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ เพื่อบันทึกข้อมูล เช่น เครื่องชั่งน้ำหนัก เครื่องวัดออกซิเจนในเลือด เครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือด เครื่องวัดความดันโลหิต เป็นต้น ในบางโรคอาจจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่ซับซ้อน ดังนั้นจึงต้องมีการฝึกอบรมผู้ป่วยด้วย ส่วนข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์เหล่านี้ก็จะถูกส่งต่อไปยังผู้ให้บริการด้านสุขภาพผ่านทางเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์หรือบลูทูธนั่นเอง ประโยชน์ของ Remote Patient Monitoring จุดมุ่งหมายของ Remote Patient Monitoring นั้นก็เพื่อเปิดช่องทางให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถติดตามอาการของผู้ป่วยที่อยู่ที่บ้านได้โดยไร้ซึ่งข้อจำกัดด้านสถานที่ การมี Remote Patient Monitoring จึงช่วยให้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาสถานพยาบาลบ่อย ๆ โดยเฉพาะผู้ป่วยสูงอายุ และผู้พิการที่มีความลำบากในการเดินทาง ทำให้สะดวกสบาย และประหยัดทั้งค่าใช้จ่ายและเวลา อีกทั้งผู้ให้บริการด้านสุขภาพยังสามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที เพราะในบางครั้งบุคลากรทางการแพทย์ก็สามารถรับทราบความผิดปกติจากข้อมูลที่ส่งมาก่อนที่ผู้ป่วยจะสังเกตพบอาการผิดปกติของตนเองด้วยซ้ำ สถานการณ์การใช้ Remote Patient Monitoring ในต่างประเทศ ด้วยประสิทธิภาพของ Remote Patient Monitoring จึงไม่แปลกที่เทคโนโลยีนี้ถูกใช้อย่างแพร่หลายในหลาย ๆ ประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกาที่มีผู้ป่วยมากกว่า 23 ล้านคนที่ใช้บริการและเครื่องมือ Remote Patient Monitoring นอกจากนี้ทาง Insider Intelligence ก็ได้มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2025 ผู้ป่วยในสหรัฐฯ ที่ใช้บริการและเครื่องมือ Remote Patient Monitoring จะเพิ่มเป็น 70.6 ล้านคนหรือ 26.2% ของประชากรทั้งหมดเลยทีเดียว สถานการณ์การใช้ Remote Patient Monitoring ในประเทศไทย สถานการณ์การใช้ Remote Patient Monitoring ในประเทศไทยนั้นยังเรียกว่าอยู่ในระดับที่มีการพัฒนาและการใช้แบบกระจัดกระจาย (Scattered Stage) อยู่ กล่าวคือยังไม่เป็นที่แพร่หลาย และยังไม่ค่อยมีการให้บริการที่เป็นมาตรฐานและเป็นระบบ ส่วนใหญ่แล้วมักนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะกิจมากกว่า เช่น ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดปัญหาเตียงไม่พอ ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องทำ Home Isolation โดยทางโรงพยาบาลจะมีการแจกอุปกรณ์ประเมินอาการต่าง ๆ ให้ เช่น ปรอทวัดไข้ เครื่องวัดออกซิเจนในเลือดแบบหนีบนิ้ว และยาที่จำเป็น เป็นต้น เพื่อให้ผู้ป่วยคอยรายงานอาการ เช่น ถ่ายรูป ส่งข้อความแชท เป็นต้น รวมถึงจะมีการนัดเวลาเพื่อพูดคุยแบบ Real-Time ผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น ไลน์ (Line) หรือแอปพลิเคชัน Telemedicine ของแต่ละโรงพยาบาลเอง นี่จึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของประเทศไทยที่ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันเพื่อขยายขอบเขตการนำเทคโนโลยี Remote Patient Monitoring มาใช้กับผู้ป่วยอย่างกว้างขวางและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น เป็นอย่างไรกันบ้าง รู้จัก Remote Patient Monitoring กันมากขึ้นแล้วใช่ไหม สำหรับใครที่อยากพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านสุขภาพ สามารถพูดคุยกับพวกเรา MEDcury ได้ที่ โทรศัพท์ : 02-853-9131 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์) อีเมล : sales@medcury.health  หรือกรอกแบบฟอร์ม คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น Facebook : facebook.com/medcury.health/ LinkedIn : linkedin.com/company/medcury YouTube : https://www.youtube.com/@MEDcury   อ้างอิงข้อมูลจาก https://www.prevounce.com/ https://telehealth.hhs.gov https://www-file.huawei.com/ https://kmc.exim.go.th/ https://www.insiderintelligence.com/

bottom of page