top of page
BG-MED-1920x1080-1.jpg

ผลลัพธ์การค้นหา

พบผลการค้นหา 64 รายการ

  • ระบบ Paperless โรงพยาบาลคืออะไร? ก้าวสำคัญสู่ Smart Hospital และอนาคตการแพทย์

    ทำความรู้จักกับระบบ Paperless โรงพยาบาลคืออะไร มีองค์ประกอบอะไร รวมถึงระบบ HIS สำคัญอย่างไรต่อ Paperless ในโรงพยาบาล ซึ่งจะช่วยยกระดับ Smart Hospital ได้อย่างมีประสิทธิภาพ Table of Content ระบบ Paperless โรงพยาบาลคืออะไร? ตัวอย่างองค์ประกอบของระบบ Paperless ในโรงพยาบาลมีอะไรบ้าง? ประโยชน์ของเวชระเบียน Paperless มีอะไรบ้าง? ระบบ HIS สำคัญอย่างไรกับระบบ Paperless โรงพยาบาล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบ Paperless โรงพยาบาล Key Takeaways  ระบบ Paperless โรงพยาบาล คือ การใช้ระบบดิจิทัลจัดการงานเอกสารภายในโรงพยาบาล ลดการใช้กระดาษในการทำงาน โดยการสร้าง Paperless ในโรงพยาบาลจะประกอบด้วยเทคโนโลยีหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นระบบ HIS ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล ระบบ EMR เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ ระบบ EHR ระบบจัดเก็บและแลกเปลี่ยนข้อมูล  นอกจากระบบจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ แล้ว ระบบ Paperless โรงพยาบาล ยังรวมไปถึงระบบลงทะเบียนและนัดหมายออนไลน์ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น ไปจนถึงระบบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์ ที่ช่วยลดข้อผิดพลาดจากการสั่ง-จ่ายยา ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น ระบบ Paperless  โรงพยาบาล หรือโรงพยาบาลไร้กระดาษ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับ Smart Hospital อย่างเต็มรูปแบบ โดยเปลี่ยนจากการจัดเก็บข้อมูลบนแฟ้มเอกสารสู่ระบบดิจิทัลที่รวดเร็ว ปลอดภัย และเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ การสร้างโรงพยาบาลไร้กระดาษควรจะมีองค์ประกอบอะไรบ้าง และระบบสารสนเทศโรงพยาบาลอย่างระบบ HIS จะสำคัญอย่างไรต่อการสร้าง Paperless ในโรงพยาบาล MEDcury มีคำตอบมาฝากกัน ระบบ Paperless โรงพยาบาลคืออะไร? ระบบ Paperless โรงพยาบาล คือ การจัดการงานเอกสารภายในโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลในธุรกิจเฮลท์แคร์ (Healthcare) ในรูปแบบดิจิทัลแทนการใช้เอกสารที่เป็นกระดาษ โดยไม่ได้จำเป็นต้องเลิกใช้กระดาษทั้งหมด แต่เป็นการปรับเปลี่ยนการทำงานให้เข้ากับระบบดิจิทัล โดย Paperless ในโรงพยาบาลมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการทำงานภายในโรงพยาบาล ลดปริมาณเอกสาร ลดพื้นที่จัดเก็บเอกสาร ไปจนถึงลดเวลาจัดทำเอกสารต่าง ๆ ผู้ป่วยจึงเข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น ตัวอย่างระบบที่สนับสนุนระบบ Paperless โรงพยาบาล เช่น HIS (Hospital Information System) ระบบจัดการโรงพยาบาลและจัดเก็บข้อมูลแบบครบวงจรบนระบบดิจิทัล HIE (Health Information Exchange) ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างโรงพยาบาล EMR (Electronic Medical Record) เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์หรือเวชระเบียน Paperless EHR (Electronic Health Records)  ระบบจัดเก็บข้อมูลผู้ป่วยแบบดิจิทัล CPOE (Computerized Provider Order Entry)  ระบบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์ ระบบลงทะเบียนและนัดหมายออนไลน์  แลผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ของโรงพยาบาล e-Signature หรือ e-Consent  ระบบเอกสารและลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ERP (Enterprise Resource Planning)  ระบบบริหารงานหลังบ้าน เช่น บัญชี การเงิน งานจัดซื้อ เวชภัณฑ์ ช่วยลดการใช้กระดาษในงานหลังบ้าน ตัวอย่างองค์ประกอบของระบบ Paperless ในโรงพยาบาลมีอะไรบ้าง? 1. ระบบ HIS รากฐานสำคัญของ Paperless ในโรงพยาบาล ระบบ HIS (Hospital Information System) เป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการ และเป็นรากฐานของการทำงานแบบ Paperless ในโรงพยาบาล เพราะเป็นระบบที่รวบรวมข้อมูลการดำเนินงานทั้งหมดของโรงพยาบาลไว้ที่ศูนย์กลาง ทั้งข้อมูลผู้ป่วย แพทย์ พยาบาล การเงิน คลังยา และการบริหารโดยรวม  ระบบ HIS จึงช่วยให้ทุกแผนกเข้าถึงและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้แบบเรียลไทม์ ลดการใช้กระดาษและขั้นตอนเอกสารที่ซ้ำซ้อน ตัวอย่างเช่น ระบบ MEDHIS ที่พัฒนาโดย MEDcury ที่มีโมดูลมาตรฐานครบถ้วน ตอบโจทย์โรงพยาบาลในระบบสาธารณสุขไทย 2. ระบบ EMR เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ บันทึกข้อมูลผู้ป่วย ระบบ EMR (Electronic Medical Record) คือ เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นส่วนหนึ่งของระบบ HIS ที่ทำให้โรงพยาบาลลดการใช้กระดาษได้จริง เพราะบันทึกข้อมูลการรักษาของผู้ป่วยทั้งหมดไว้ในระบบดิจิทัล ลดความผิดพลาดจากลายมือที่อ่านยากหรือเอกสารสูญหาย โดยตัวอย่างข้อมูลที่บันทึกไว้ในระบบ EMR ได้แก่ ประวัติผู้ป่วย ประวัติการรักษา  ข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วย เช่น ชื่อ ที่อยู่ อายุ โรคประจำตัว รวมถึงประวัติการรักษาในอดีต บันทึกข้อมูลการวินิจฉัย  บันทึกผลการตรวจ การวินิจฉัย และรหัสโรคตามมาตรฐาน (ICD-10)  การสั่ง-จ่ายยา  ข้อมูลคำสั่งยา ปริมาณ วิธีใช้ และประวัติการจ่ายยาให้ผู้ป่วย การนัดหมาย  ข้อมูลวัน เวลา และแผนกที่ผู้ป่วยนัดหมายเข้ารับบริการ ผลตรวจทางห้องปฎิบัติการ  ผลแล็บ บันทึกผลเลือด ปัสสาวะ หรือผลทดสอบทางห้องแล็บอื่น ๆ ผลตรวจภาพทางรังสี  เช่น ภาพเอกซเรย์ ซีทีสแกน (CT Scan) และ MRI ที่จัดเก็บในรูปแบบดิจิทัล ติดตามผลการรักษาของผู้ป่วย  ข้อมูลการนัดติดตามอาการ ผลการรักษา และการประเมินผลหลังการรักษา ประวัติการจ่ายเงิน รายการค่าใช้จ่าย ค่าบริการ และการชำระเงินของผู้ป่วย ข้อมูลประกันภัย  ข้อมูลสิทธิ์การรักษา ประกันสุขภาพ หรือการเบิกจ่ายจากกองทุนต่าง ๆ เรื่องน่ารู้:  การประเมินมาตรฐานของระบบ EMR จะใช้มาตรฐาน HIMSS EMRAM (Electronic Medical Record Adoption Model) เพื่อวัดระดับความพร้อมและการใช้งานเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ โดย โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ   เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลไทยที่ได้รับการรับรอง HIMSS EMRAM Stage 7 จาก HIMSS Asia Pacific 3. ระบบ EHR ระบบจัดเก็บข้อมูลผู้ป่วยแบบดิจิทัล ระบบ EHR (Electronic Health Record) คือ ระบบบันทึกข้อมูลสุขภาพผู้ป่วยที่ขยายจากระบบ EMR โดยระบบที่รวบรวมข้อมูลและแบ่งปันกันระหว่างสถานพยาบาลต่าง ๆ ได้ ทั้งโรงพยาบาล คลินิก และศูนย์สุขภาพ เพื่อให้แพทย์เข้าถึงข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และรักษาได้ต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยและใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ระบบ EHR มักใช้มาตรฐานกลางอย่าง HL7 FHIR เป็นมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยบริการ ช่วยให้แพทย์เห็นภาพรวมสุขภาพของผู้ป่วยในระยะยาว และลดการตรวจหรือสั่งยาแบบซ้ำซ้อน เรื่องน่ารู้: HL7 FHIR คือ มาตรฐานสากลสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพ ระหว่างระบบต่าง ๆ เช่น HIS EMR EHR LIS (Lab) RIS (Radiology) รวมถึงแอปสุขภาพของผู้ป่วย มาตรฐานนี้พัฒนาขึ้นโดยองค์กร Health Level Seven International เพื่อให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลปลอดภัยแม่นยำยิ่งขึ้น 4. ระบบลงทะเบียนและนัดหมายออนไลน์ ระบบลงทะเบียนและนัดหมายออนไลน์ ช่วยยกระดับระบบ Paperless โรงพยาบาลได้โดยตรง เพราะผู้ป่วยสามารถนัดหมายล่วงหน้า ตรวจสอบคิว และลงทะเบียนเข้ารับบริการผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันโดยไม่ต้องกรอกแบบฟอร์มกระดาษ ข้อมูลจะถูกบันทึกเข้าสู่ HIS โดยอัตโนมัติ ช่วยลดภาระของเจ้าหน้าที่และลดระยะเวลารอคอย 5. ระบบ CPOE ระบบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์  ระบบ CPOE (Computerized Provider Order Entry) คือ ระบบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของการพัฒนา Paperless ในโรงพยาบาล เพราะช่วยให้แพทย์สั่งยา หรือสั่งการรักษาอื่น ๆ ผ่านระบบคอมพิวเตอร์โดยตรง แทนการเขียนใบสั่งยาบนกระดาษแบบเดิม  นอกจากจะช่วยลดข้อผิดพลาดจากลายมืออ่านยาก ลดความเสี่ยงในการใช้ยาผิดแล้ว ระบบ CPOE ยังช่วยตรวจสอบความถูกต้องของการสั่งยา ไม่ว่าจะเป็นปริมาณยา อาการแพ้ยา หรือปฏิกิริยาที่มีต่อยา ลดข้อผิดพลาดจากการสั่งยาได้ดียิ่งขึ้น ประโยชน์ของเวชระเบียน Paperless มีอะไรบ้าง? หัวข้อเปรียบเทียบ เวชระเบียนแบบดั้งเดิม เวชระเบียน Paperless รูปแบบการจัดเก็บข้อมูล บันทึกออกมาเป็นกระดาษ จัดเก็บในตู้เอกสาร บันทึกในซอฟต์แวร์ ระบบคลาวด์ (Cloud System) ผ่านระบบ HIS หรือ EMR การเข้าถึงข้อมูล ต้องค้นหาแฟ้มจริง ใช้เวลานาน และเข้าถึงได้ทีละคน เข้าถึงได้ทันทีจากทุกแผนกในเวลาเดียวกัน ผ่านระบบออนไลน์ ความถูกต้องของข้อมูล เสี่ยงที่จะเสียหาย และเสี่ยงต่อความผิดพลาดจากลายมืออ่านยาก ระบบช่วยตรวจสอบข้อมูลอัตโนมัติ ลดข้อผิดพลาดทางการแพทย์ ความปลอดภัยของข้อมูล เสี่ยงต่อการสูญหายจากไฟไหม้ น้ำท่วม หรือการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต มีระบบรักษาความปลอดภัย เช่น สิทธิ์เข้าถึง (Access Control), Audit Log, Encryption การแลกเปลี่ยนข้อมูล ทำได้ยาก ต้องถ่ายเอกสารหรือส่งแฟ้มทางกายภาพ แชร์ข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลตามมาตรฐาน HL7 / FHIR ได้ทันที การทำงานร่วมกับระบบอื่น แต่ละแผนกทำงานแยกจากกัน ต้องใช้เวลานานเพื่อเข้าถึงข้อมูล  เชื่อมต่อกับระบบอื่น เช่น ERP, CPOE, LIS, PACS ได้ครบวงจร ความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม ใช้ปริมาณกระดาษสูง และเพิ่มขยะ สนับสนุนนโยบายด้านความยั่งยืน ลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ (Carbon Footprint) 1. ลดการใช้กระดาษและค่าใช้จ่าย การเปลี่ยนมาใช้เวชระเบียน Paperlessโดยเปลี่ยนเอกสารไปอยู่ในรูปแบบ EMR (Electronic Medical Record) ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์อย่างกระดาษ เครื่องพิมพ์เอกสาร เครื่องสแกน รวมถึงพื้นที่จัดเก็บและดูแลเอกสาร  จากการศึกษาของ The Victorian Auditor General’s Office (VAGO)  สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินรัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลียพบว่า การใช้ EMR ช่วยลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเอกสารและแบบฟอร์มกระดาษในงานการเงิน เช่น โรงพยาบาล Princess Alexandra Hospital ลดค่าใช้จ่ายของแบบฟอร์มทางคลินิกถึง 81% พร้อมยกระดับประสิทธิภาพและความปลอดภัยของข้อมูล 2. เพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วย เวชระเบียน Paperless ช่วยให้แพทย์ พยาบาล และบุคลาการทางการแพทย์ เข้าถึงบันทึกการรักษาของผู้ป่วย ประวัติการสั่งยา ผลแล็บ รวมถึงภาพเอกซเรย์ได้แบบเรียลไทม์ ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้รวดเร็วขึ้น ลดระยะเวลาส่งต่อแฟ้มเอกสาร รวมถึงลดการตรวจซ้ำซ้อน การใช้เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเพิ่มแนวโน้มให้การรักษามีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น 3. ลดข้อผิดพลาดทางการแพทย์จากข้อมูลสูญหาย เพราะ ลายมือหมอเป็นลายมือที่อ่านยากเป็นพิเศษ  ด้วยระยะเวลาบันทึกข้อมูลที่มีจำกัด การรักษาจึงมีโอกาสผิดพลาด การใช้ระบบ Paperless ในโรงพยาบาล เช่น การประยุกต์ใช้ Medical AI ช่วยถอดเสียงบทสนทนาระหว่างแพทย์และคนไข้แบบเรียลไทม์ และบันทึกลงเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติ ถือเป็นแนวทางที่ช่วยลดความผิดพลาดจากลายมือที่อ่านยากได้ 4. ยกระดับประสบการณ์ผู้ป่วย (Patient Experience) เมื่อได้รับการรักษาเร็วขึ้น ก็ช่วยให้ประสบการณ์ในโรงพยาบาลของผู้ป่วยดีขึ้น การใช้ระบบ Paperless โรงพยาบาลจะยกระดับการใช้บริการตั้งแต่การนัดหมาย ลงทะเบียน ตรวจวินิจฉัน ไปจนถึงชำระเงิน โดยมีประวัติอยู่ในระบบ HIS ไม่จำเป็นต้องกรอกฟอร์มซ้ำซ้อน หรือส่งต่อแฟ้มเอกสารให้เสียเวลา 5. สนับสนุนการทำงานแบบ Smart Hospital ระบบ Paperless โรงพยาบาลถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา Smart Hospital เพราะเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยไว้ที่ศูนย์กลาง แต่ละแผนกเข้าถึงได้อย่างสะดวกมากขึ้น รวมถึงช่วยให้สถานพยาบาลบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้ง Paperless ในโรงพยาบาลยังสนับสนุนการนำข้อมูลมาวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการ สนับสนุนการทำงานอย่างยั่งยืน ระบบ HIS สำคัญอย่างไรกับระบบ Paperless โรงพยาบาล 1. HIS คือรากฐานของ Paperless Hospital ระบบ Hospital Information System (HIS) เป็นโครงสร้างหลักของการบริหารจัดการโรงพยาบาล ระบบ HIS จึงเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ Paperless ในโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นการลงทะเบียน การบันทึกข้อมูลผู้ป่วย ผลแล็บ และการชำระเงิน หากเลือกใช้ระบบ HIS ที่ได้มาตรฐานจะช่วยพัฒนาสถานพยาบาลอัจฉริยะได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 2. HIS ทำให้เวชระเบียน Paperless เป็นจริงได้ เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (EMR) และระบบข้อมูลสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ (EHR) จะทำงานได้จริงก็ต่อเมื่ออยู่บนระบบ HIS ที่เสถียรและเชื่อมโยงข้อมูลได้ครบทุกแผนก HIS ทำให้แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์เข้าถึงข้อมูลการรักษา ผลแล็บ ภาพเอกซเรย์ และใบสั่งยาแบบเรียลไทม์ ช่วยลดความผิดพลาดและลดเวลาการให้บริการผู้ป่วย 3. HIS เชื่อมโยงทุกแผนกในโรงพยาบาล ระบบ HIS ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลที่เชื่อมการทำงานระหว่างแผนกต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เช่น ห้องตรวจผู้ป่วยนอก ห้องจ่ายยา ห้องปฏิบัติการ ฝ่ายการเงิน และฝ่ายบริหาร ข้อมูลทุกส่วนจึงเข้าถึงได้ง่าย ทำให้ทุกแผนกร่วมมือกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. HIS ช่วยให้ข้อมูลผู้ป่วยปลอดภัยขึ้น ข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลระดับสูง ระบบ HIS ซึ่งมีบทบาทในการจัดเก็บและดูแลความปลอดภัย โดยใช้เทคโนโลยีเข้ารหัส (Encryption) การกำหนดสิทธิ์เข้าถึง (Access Control) และระบบติดตามการใช้งาน (Audit Trail) ซึ่งจะช่วยป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งยังปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA ของไทย คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบ Paperless โรงพยาบาล 1. ระบบ Paperless โรงพยาบาลคืออะไร? ระบบ Paperless โรงพยาบาล คือ การจัดการข้อมูลภายในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลประเภทต่าง ๆ ในรูปแบบดิจิทัล ลดการใช้เอกสารที่เป็นกระดาษ เช่น ระบบโรงพยาบาลหรือระบบ HIS (Hospital Information System) เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ EMR (Electronic Medical Record) ระบบลงทะเบียนและนัดหมายออนไลน์ 2. ระบบ Paperless โรงพยาบาลมีประโยชน์อย่างไร? ระบบ Paperless ช่วยลดการใช้กระดาษ ลดการส่งต่อแฟ้มเอกสาร ลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บเอกสาร เพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วย และลดความผิดพลาดจากการสื่อสาร ช่วยป้องกันเอกสารสูญหาย 3. ระบบ Paperless โรงพยาบาลทำงานอย่างไร? ระบบ Paperless ทำงานผ่านระบบ Hospital Information System (HIS) ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดของโรงพยาบาลไว้ในศูนย์กลาง ตั้งแต่การลงทะเบียน การตรวจวินิจฉัย การสั่งยา การเก็บผลแล็บ ไปจนถึงการชำระเงิน ข้อมูลทั้งหมดจะถูกบันทึกในรูปแบบดิจิทัลผ่านระบบ EMR/EHR และเข้าถึงได้แบบเรียลไทม์โดยบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับอนุญาต 4. ใครบ้างที่ใช้งานระบบ Paperless โรงพยาบาล? ผู้ใช้งานหลักของระบบ Paperless โรงพยาบาล ได้แก่ แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่เวชระเบียน ห้องแล็บ ห้องยา ฝ่ายการเงิน และฝ่ายบริหาร รวมถึงผู้ป่วยที่เข้าถึงระบบนัดหมายและลงทะเบียนออนไลน์ได้ด้วย 5. ระบบ Paperless โรงพยาบาลปลอดภัยแค่ไหน? Paperless ในโรงพยาบาลปลอดภัยกว่าแฟ้มกระดาษ เพราะมีมาตรการด้าน Cybersecurity และ Data Privacy เช่น การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) การกำหนดสิทธิ์เข้าถึง (Access Control) ระบบบันทึกการใช้งาน (Audit Log) และการยืนยันตัวตนแบบดิจิทัล (Digital Signature) MEDHIS ระบบที่ช่วยส่งเสริม Paperless ในโรงพยาบาล MEDHIS ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (Hospital Information System – HIS) ที่ออกแบบและพัฒนาโดย MEDcury รองรับการทำงานของโรงพยาบาลทุกขนาด รวมถึงสถานพยาบาลประเภทอื่น ๆ ในธุรกิจเฮลท์แคร์ มาพร้อมคุณสมบัติที่ตอบโจทย์การพัฒนา Smart Hospital ไม่ว่าจะเป็น Full EMR system  เชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยทุกแผนกด้วยระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร เพื่อให้แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์เข้าถึงข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ ลดการทำงานซ้ำซ้อนและข้อผิดพลาดในการรักษา Web-based & Cloud Native  รองรับการทำงานบนระบบ Web-based และ Cloud Native ตอบโจทย์การใช้งานของ Smart Hospital ที่ต้องการความยืดหยุ่น ปลอดภัย และรองรับการเติบโตในอนาคต Web Responsive  ออกแบบระบบให้ใช้งานได้จากทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ตโฟน เข้าถึงข้อมูลเวชระเบียนได้สะดวก ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น Paperless Transformation  เปลี่ยนผ่านสู่โรงพยาบาลไร้กระดาษ (Paperless Hospital) ด้วยระบบจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร ลดการใช้กระดาษ ลดความเสี่ยงจากการจัดเก็บเอกสารแบบเดิม และเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหา แบ่งปัน และส่งต่อข้อมูลภายในโรงพยาบาลอย่างปลอดภัย สถานพยาบาลหรือธุรกิจเฮลท์แคร์ที่กำลังมองหาระบบ HIS ที่พร้อมรองรับการเติบโตในยุคดิจิทัล และเปิดรับศักยภาพใหม่ ๆ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ทีมผู้เชี่ยวชาญจาก MEDcury ยินดีให้คำปรึกษา ทั้งด้านเทคนิคและการปรับใช้ระบบให้เข้ากับบริบทของสถานพยาบาล ติดต่อเราเพื่อพูดคุยกับทีมของเราได้โดยตรงที่ โทรศัพท์ : 063-814-4225 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์) อีเมล: sales@medcury.health   ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น Facebook:   facebook.com/medcury.health/   LinkedIn:   linkedin.com/company/medcury   YouTube:   https://www.youtube.com/@MEDcury

  • Smart Hospital คืออะไร? สำคัญอย่างไรต่ออนาคตทางการแพทย์

    ทำความรู้จัก Smart Hospital การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้และพัฒนาการทำงานในโรงพยาบาลให้สะดวก รวดเร็ว ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้รวดเร็วแม่นยำ และยกระดับประสบการณ์ที่ดีของผู้ป่วยขึ้นอีกขั้น Table of Contents Smart Hospital คืออะไร? องค์ประกอบหลักของ Smart Hospital มีอะไรบ้าง? ทำไมระบบ HIS ถึงเป็นหัวใจหลักของ Smart Hospital ประโยชน์ของ Smart Hospital ต่อผู้ป่วยและธุรกิจเฮลท์แคร์มีอะไรบ้าง? ความท้าทายในการพัฒนา Smart Hospital มีอะไรบ้าง? คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Smart Hospital Key Takeaways  Smart Hospital คือ การผสานเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ระบบ HIS, AI, IoT, Telemedicine ไปจนถึงระบบ Self Check-in เพื่อให้กระบวนการดูแลผู้ป่วยปลอดภัย แม่นยำ รับการรักษาได้เร็ว และยังลดภาระงานเอกสารของแพทย์อีกด้วย ระบบ HIS ถือเป็นหัวใจสำคัญของ Smart Hospital เพราะเป็นศูนย์กลางที่รวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยจากทุกแผนกเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ พร้อมเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT หรือ Wearable Device รวมถึงพร้อมเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ เพื่อพัฒนาโรงพยาบาลอัจฉริยะอย่างสมบูรณ์ Smart Hospital ถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับวงการสาธารณสุข ซึ่งช่วยให้การทำงานของบุคลากรทางแพทย์สะดวกสบาย วินิจฉัยและรักษาโรคได้รวดเร็วขึ้น ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมีระบบ HIS เป็นหัวใจสำคัญที่เชื่อมโยงระบบและอุปกรณ์ต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน โดยองค์ประกอบของ Smart Hospital มีอะไรบ้างนั้น MEDcury ได้รวบรวมข้อมูลดี ๆ มาฝากกัน Smart Hospital คืออะไร? Smart Hospital คือ โรงพยาบาลที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาผสานในทุกขั้นตอนของการบริหารจัดการและดูแลผู้ป่วย ตั้งแต่ระบบข้อมูลสุขภาพ (Hospital Information System: HIS) ระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (EHR/EMR) ไปจนถึงการใช้ AI, IoT, Cloud Computing และ FHIR HL7 เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างแพทย์ หน่วยงาน และอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ องค์ประกอบหลักของ Smart Hospital มีอะไรบ้าง? 1. ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (Hospital Information System) ระบบ Hospital Information System (HIS) หรือระบบสารสนเทศโรงพยาบาล เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการสร้าง Smart Hospital เป็นระบบที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วย กระบวนการรักษา และการบริหารงานทั้งหมดไว้ในที่เดียว  รวมถึงยังมีมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่าง FHIR HL7 จึงทำให้ข้อมูลจากแผนกต่าง ๆ เช่น ห้องตรวจ ห้องแล็บ เภสัชกรรม การนัดหมาย หรือคลินิกเฉพาะทาง เข้าถึงได้แบบเรียลไทม์ ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล ลดความผิดพลาดจากการส่งต่อเอกสาร ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น 2. การใช้ AI และ Big Data ในการวิเคราะห์สุขภาพ การนำ AI และ Big Data มาใช้งาน จะช่วยให้โรงพยาบาลนำข้อมูลจำนวนมากมาวิเคราะห์แนวโน้มสุขภาพของผู้ป่วย ช่วยประเมินความเสี่ยง และเป็นหนึ่งในตัวช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้มีประสิทธิภาพขึ้น  นอกจากนี้ AI ยังเป็นตัวช่วยแนะนำการรักษาเบื้องต้น ตรวจจับความผิดปกติจากภาพทางการแพทย์ และช่วยวางแผนทรัพยากรของโรงพยาบาลได้คุ้มค่า ตอบโจทย์การสร้าง Smart Hospital ในระยะยาว 3. Telemedicine & Virtual Care (การแพทย์ทางไกล) Telemedicine หรือการนำเทคโนโลยีการสื่อสาร เช่น วิดีโอคอล แชต หรือโทรศัพท์ มาเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารระหว่างแพทย์และผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ให้บริการดูแลสุขภาพได้ โดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องเดินทางมาที่โรงพยาบาล ช่วยลดความแออัดของแผนก OPD และเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้สะดวกยิ่งขึ้น  4. IoT และอุปกรณ์ทางการแพทย์อัจฉริยะ อุปกรณ์ IoT (Internet of things) ทางการแพทย์ คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ Smart Hospital ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะช่วยเก็บข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องและแม่นยำ ลดปัญหาการบันทึกข้อมูลด้วยมือที่อาจเกิดความผิดพลาด โดยอุปกรณ์ IoT ที่เห็นได้บ่อย เช่น  เครื่องวัดสัญญาณชีพ (Vital Sign Monitors) อุปกรณ์วัดค่าสัญญาณชีพต่าง ๆ เช่น เช่น อุณหภูมิ ความดันโลหิต ชีพจร อัตราการหายใจ หรือระดับออกซิเจนในเลือด และส่งข้อมูลเข้าระบบอัตโนมัติทันที เตียงผู้ป่วยอัจฉริยะ (Smart Bed)  เตียงที่มีเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกให้กับผู้ป่วย เช่น ระบบเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว ระบบควบคุมและปรับระดับเตียงอัตโนมัติ ไปจนถึงการติดตามสัญญาณชีพต่าง ๆ   อุปกรณ์สวมใส่ (Wearable Devices)  อุปกรณ์สวมใส่ เช่น Smart Watch หรือเครื่องติดตามการเต้นของหัวใจ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน อุปกรณ์จะช่วยเก็บข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยทั้งที่โรงพยาบาลและที่บ้าน ติดตามอาการได้อย่างต่อเนื่องยิ่งขึ้น เครื่องมือแพทย์ที่ส่งข้อมูลอัตโนมัติได้  ไม่ว่าจะเป็น เครื่องช่วยหายใจ เครื่องตรวจวัดแบบเฉพาะทาง สามารถส่งข้อมูลการทำงานเข้าสู่ระบบ HIS โดยตรง ทำให้ทีมแพทย์รู้สถานะผู้ป่วยแบบเรียลไทม์ ส่งเสริมการตัดสินใจในภาวะฉุกเฉินอย่างแม่นยำ 5. ระบบจัดการผู้ป่วยอัตโนมัติ ระบบ Self Check-in และ Smart Queue ช่วยจัดการผู้ป่วยอัตโนมัติ ทำให้ผู้ป่วยเข้ารับบริการได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยผู้ป่วยจะลงทะเบียน แจ้งอาการ และรับคิวผ่านตู้ Kiosk หรือแอปพลิเคชันในสมาร์ตโฟนได้เอง ลดเวลารอคอยและลดภาระงานของเจ้าหน้าที่  เมื่อข้อมูลเข้าสู่ระบบ HIS แล้วะก็จะส่งไปยังแผนกต่างๆ ได้ทันที เช่น แผนก OPD ส่งข้อมูลให้แพทย์ หรือจัดลำดับคิวตามระดับความเร่งด่วน ถือเป็นการยกระดับประสบการณ์ที่ดีของผู้ป่วยในการเข้ารับบริการขึ้นอีกระดับ 6. ระบบความปลอดภัยและการจัดการข้อมูลผู้ป่วย Smart Hospital ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูลในระดับสูงสุด ระบบต้องมีโครงสร้างด้าน Cybersecurity ที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น การเข้ารหัส การควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง และการจัดการสิทธิ์ตามบทบาทหรือตำแหน่งงาน เพื่อลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะรั่วไหล  นอกจากนี้การปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เช่น FHIR HL7 รวมถึงนโยบาย Data Governance ทำให้ Smart Hospital บริหารข้อมูลอย่างเป็นระบบ น่าเชื่อถือ และสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ทำไมระบบ HIS ถึงเป็นหัวใจหลักของ Smart Hospital หน้าที่ของระบบ HIS รายละเอียด ประโยชน์ต่อโรงพยาบาล ศูนย์กลางข้อมูลผู้ป่วย ระบบ HIS รวมข้อมูลจากทุกแผนกไว้ในระบบเดียว ทั้งห้องตรวจ แล็บ เภสัชกรรม นัดหมาย และประวัติการรักษา แพทย์เข้าถึงข้อมูลครบถ้วน  ลดความผิดพลาด  เพิ่มคุณภาพการรักษา เป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับ AI และ Big Data ระบบ HIS จัดเก็บข้อมูลที่เป็นพื้นฐาน สำหรับนำไปใช้งานวิเคราะห์เชิงลึก และพัฒนา AI ภายในโรงพยาบาล โรงพยาบาลใช้ AI เป็นผู้ช่วย  ประเมินความเสี่ยงผู้ป่วย วางแผนทรัพยากร  ดูแลผู้ป่วยเชิงรุก เชื่อมต่อระบบต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น รองรับมาตรฐาน FHIR HL7 ทำให้ Telemedicine, IoT, Smart Queue, ERP และระบบอื่น ๆ เชื่อมต่อได้สะดวก ข้อมูลเชื่อมโยงระหว่างแผนกแบบ Real-time  ลดงานแยกส่วน ลดเวลาเดินเอกสาร สร้าง Smart Hospital ที่ทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน สนับสนุนการตัดสินใจทางการแพทย์ ลดเวลาเดินเอกสาร ช่วยให้แพทย์เข้าถึงประวัติการรักษาของผู้ป่วยได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะในกรณีฉุกเฉินหรือผู้ป่วยวิกฤตที่ข้อมูลต้องอัปเดตตลอด การวินิจฉัยเร็วขึ้น แม่นยำขึ้น  ลดเวลาการทำงานเอกสารของบุคลากรทางการแพทย์ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ระบบอัตโนมัติ ลดความซ้ำซ้อน และจัดการข้อมูลเป็นระบบเดียว ลดต้นทุนในระยะยาว  ใช้ทรัพยากรคุ้มค่ามากขึ้น ยกระดับประสบการณ์ผู้ป่วย ประโยชน์ของ Smart Hospital ต่อผู้ป่วยและธุรกิจเฮลท์แคร์มีอะไรบ้าง? 1. เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลรักษา Smart Hospital ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ เข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยได้ครบถ้วนและทันเวลา ไม่ว่าจะเป็นบันทึกการวินิจฉัย ผลแล็บ แผนการรักษา หรือประวัติการใช้ยา ช่วยให้วินิจฉัยได้เร็วขึ้น และการเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ ยังช่วยให้ติดตามอาการผู้ป่วยต่อเนื่องได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยวิกฤตหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 2. ลดเวลาและความซับซ้อนในการเข้ารับบริการ ด้วยระบบอัตโนมัติอย่างการลงทะเบียนแบบ Self Check-in การใช้ Smart Queue หรือระบบนัดหมายออนไลน์ ผู้ป่วยจึงไม่ต้องเสียเวลารอคิวนานเหมือนในอดีต ข้อมูลทุกอย่างเชื่อมกับ HIS แบบอัตโนมัติ ทำให้กระบวนการเข้ารับบริการเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ลดภาระของเจ้าหน้าที่และลดความแออัดในโรงพยาบาล 3. ยกระดับประสบการณ์ผู้ป่วย (Patient Experience) Smart Hospital ช่วยยกระดับประสบการณ์ผู้ป่วยในการเข้ารับบริการ ทั้งสะดวก รวดเร็ว และเป็นส่วนตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการติดตามผลตรวจผ่านแอปพลิเคชัน การสื่อสารกับแพทย์ผ่าน Telemedicine รวมถึงการรับข้อมูลสุขภาพที่ปลอดภัย เข้าใจง่าย และอัปเดตอยู่เสมอ ทำให้ผู้ป่วยมั่นใจในการเข้าใช้บริการในโรงพยาบาลมากขึ้น 4. ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโรงพยาบาล ระบบ Smart Hospital ช่วยให้โรงพยาบาลบริหารทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น จัดการเตียงผู้ป่วย การใช้ยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ เวชภัณฑ์ และกำลังคนได้อย่างเหมาะสม โดยใช้ข้อมูลที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้า  นอกจากนี้ระบบอัตโนมัติและข้อมูลที่แม่นยำช่วยลดความซ้ำซ้อน ลดงานเอกสาร และช่วยให้บุคลากรมุ่งเน้นไปที่งานดูแลผู้ป่วยมากขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพทางธุรกิจในระยะยาว ความท้าทายในการพัฒนา Smart Hospital มีอะไรบ้าง? 1. ความปลอดภัยของข้อมูลผู้ป่วย (Data Privacy & Cybersecurity) หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ Smart Hospital คือการปกป้องข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วย ซึ่งเป็นข้อมูลที่อ่อนไหวมาก การเชื่อมต่อระบบและอุปกรณ์จำนวนมาก เช่น ระบบ HIS อุปกรณ์ IoT Telemedicine และระบบบันทึกเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ มักตามมาด้วยความเสี่ยงต่อการโจมตีทางไซเบอร์ แผนที่จำเป็น:  โรงพยาบาลจำเป็นต้องมีระบบความปลอดภัยหลายชั้น เช่น การเข้ารหัสข้อมูล การควบคุมสิทธิ์เข้าถึง และมาตรฐานด้าน Cybersecurity ที่เข้มงวด เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ป่วยที่เข้ารับบริการ 2. การลงทุนด้านเทคโนโลยีและบุคลากร การพัฒนา Smart Hospital ต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น โครงสร้างพื้นฐานทาง IT ระบบ Cloud, Data Platform, ระบบ AI รวมถึงอุปกรณ์ IoT ซึ่งต้องการงบประมาณและการวางแผนพัฒนาระบบในระยะยาว  อีกทั้งยังต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ด้านดิจิทัล เช่น นักวิเคราะห์ข้อมูล แพทย์ที่คุ้นเคยกับระบบเทคโนโลยี และทีมไอทีที่มีประสบการณ์ การลงทุนเหล่านี้จึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับโรงพยาบาลที่ต้องการยกระดับบริการสู่ Smart Hospital อย่างเต็มรูปแบบ 3. การปรับตัวของบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย นอกจากระบบ HIS และอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ แล้ว บุคลากรก็ถือเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยพัฒนา Smart Hospital โดยบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล จะต้องเรียนรู้วิธีใช้ระบบ HIS แบบใหม่ การอ่านข้อมูลจากอุปกรณ์ IoT หรือการประยุกต์ใช้ AI กับการวินิจฉัย  ขณะที่ผู้ป่วยเองก็ต้องปรับตัวกับการเข้ารับบริการที่เป็นอัตโนมัติมากขึ้น เช่น การลงทะเบียนแบบ Self Check-in หรือการใช้ Telemedicine การสร้างความยอมรับและความเข้าใจจึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญที่โรงพยาบาลต้องให้ความสำคัญ ระบบ MEDHIS โดย MEDcury   ถือเป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบให้มีหน้าตาที่ใช้งานง่าย และรองรับการใช้งานในอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ตโฟน ช่วยยกระดับการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ขึ้นอีกขั้น คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Smart Hospital 1. Smart Hospital คืออะไร แตกต่างจากโรงพยาบาลทั่วไปอย่างไร? Smart Hospital คือ โรงพยาบาลที่นำเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ระบบ HIS, AI, IoT, Telemedicine และ Data Platform มาเชื่อมต่อกระบวนการทำงานทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทำให้บุคลากรทางการแพทย์เข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย 2. Smart Hospital มีอะไรบ้าง? Smart Hospital ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญหลายด้าน ซึ่งจะทำงานร่วมกันเพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยในทุกขั้นตอน เช่น ระบบ Hospital Information System (HIS) การวิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI และ Big Data Telemedicine และบริการทางการแพทย์ออนไลน์ อุปกรณ์ IoT ทางการแพทย์ ระบบอัตโนมัติ เช่น Self Check-in และ Smart Queue ระบบความปลอดภัยของข้อมูลและ Cybersecurity 3. Smart Hospital ช่วยผู้ป่วยและหมออย่างไร? สำหรับผู้ป่วย Smart Hospital ช่วยให้เข้ารับบริการได้เร็วขึ้น สะดวกขึ้น และได้รับข้อมูลเรียลไทม์ ขณะที่แพทย์เข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยครบทุกมิติ ลดความผิดพลาด และตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น ระบบอัตโนมัติและข้อมูลที่เชื่อมโยงกันยังช่วยลดภาระงานเอกสาร ทำให้แพทย์มีเวลาให้ผู้ป่วยมากขึ้น 4. ประเทศไทยมี Smart Hospital แล้วหรือยัง? ประเทศไทยมีหลายโรงพยาบาลที่เริ่มนำเทคโนโลยี Smart Hospital มาใช้แล้ว เช่น ระบบ HIS รุ่นใหม่ที่รองรับมาตรฐาน FHIR HL7 การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ระบบคิวอัจฉริยะ และอุปกรณ์ IoT ในหอผู้ป่วยไอซียู MEDHIS ระบบที่ช่วยยกระดับสถานพยาบาลสู่ Smart Hospital MEDHIS ระบบสารสนเทศโรงพยาบาลที่ออกแบบและพัฒนาโดย MEDcury รองรับการทำงานของโรงพยาบาลทุกขนาด รวมถึงสถานพยาบาลประเภทอื่น ๆ ในธุรกิจเฮลท์แคร์ มาพร้อมคุณสมบัติที่ตอบโจทย์การพัฒนา Smart Hospital ไม่ว่าจะเป็น Full EMR system  เชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยทุกแผนกด้วยระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร เพื่อให้แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์เข้าถึงข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ ลดการทำงานซ้ำซ้อนและข้อผิดพลาดในการรักษา Web-based & Cloud Native  รองรับการทำงานบนระบบ Web-based และ Cloud Native ตอบโจทย์การใช้งานของ Smart Hospital ที่ต้องการความยืดหยุ่น ปลอดภัย และรองรับการเติบโตในอนาคต Web Responsive  ออกแบบระบบให้ใช้งานได้จากทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ตโฟน เข้าถึงข้อมูลเวชระเบียนได้สะดวก ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น Paperless Transformation  เปลี่ยนผ่านสู่โรงพยาบาลไร้กระดาษ (Paperless Hospital) ด้วยระบบจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร ลดการใช้กระดาษ ลดความเสี่ยงจากการจัดเก็บเอกสารแบบเดิม และเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหา แบ่งปัน และส่งต่อข้อมูลภายในโรงพยาบาลอย่างปลอดภัย สถานพยาบาลหรือธุรกิจเฮลท์แคร์ที่กำลังมองหาระบบ HIS ที่พร้อมรองรับการเติบโตในยุคดิจิทัล และเปิดรับศักยภาพใหม่ ๆ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ทีมผู้เชี่ยวชาญจาก MEDcury พร้อมให้คำปรึกษา ทั้งด้านเทคนิคและการปรับใช้ระบบให้เข้ากับบริบทของสถานพยาบาล ติดต่อเราเพื่อพูดคุยกับทีมของเราได้โดยตรงที่ โทรศัพท์ : 063-814-4225 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์) อีเมล: sales@medcury.health   ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น Facebook : facebook.com/medcury.health/   LinkedIn: linkedin.com/company/medcury   YouTube: https://www.youtube.com/@MEDcury

  • เทรนด์ Digital Health 2026 มีเทคโนโลยีอะไรบ้างที่น่าติดตาม

    ติดตามเทรนด์ Digital Health ที่อาจเกิดขึ้นในปี 2026 ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการวินิจฉัยโรคด้วย AI และนวัตกรรมอื่น ๆ มายกระดับวงการเฮลท์แครขึ้นอีกขั้น Table of Contents Digital Health คืออะไร? 8 เทรนด์ Digital Health 2026 มีอะไรที่น่าติดตามบ้าง? Digital Health สำคัญอย่างไรต่อระบบสาธารณสุข คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Digital Health Key Takeaways  เทรนด์ Digital Health ที่อาจพัฒนายิ่งขึ้นในปี 2026 มีตั้งแต่การนำ Generative AI มาใช้พัฒนายา รูปแบบการรักษา ไปจนถึงจำลองข้อมูลผู้ป่วย และการใช้งานด้านพันธุกรรม นอกจากนี้ยังมีการปรับใช้หุ่นยนต์และเทคโนโลยีเสมือน เพื่อยกระดับการให้บริการสาธารณสุขอีกด้วย Digital Health สำคัญอย่างยิ่งต่อระบบสาธารณสุข เพราะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล และเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจทางการแพทย์ อีกทั้งยังสร้างการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลและหน่วยบริการต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ ปี 2026 กำลังจะเป็นก้าวใหม่ Digital Health เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว เดินหน้าเปลี่ยนวิธีการดูแลสุขภาพอย่างก้าวกระโดด ตั้งแต่ AI อัจฉริยะที่ช่วยวินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้น ไปจนถึงโรงพยาบาลเสมือน และหุ่นยนต์ทางการแพทย์ ใครที่อยากรู้ว่าเทคโนโลยีไหนจะเข้ามาพัฒนาด้านเฮลท์แคร์ขึ้นอีกระดับ MEDcury จะพาไปสำรวจทุกนวัตกรรมที่ไม่ควรพลาด Digital Health คืออะไร? Digital Health คือ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศ และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้งานในด้านการแพทย์ ช่วยยกระดับการรักษาโรค ดูแลสุขภาพ ยกระดับศักยภาพด้านสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น ลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ โดย องค์ประกอบหลักของ Digital Health ตามยุทธศาสตร์สุขภาพดิจิทัล กระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ eHealth  การใช้ระบบดิจิทัลและข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อสนับสนุนบริการสุขภาพ mHealth  การใช้สมาร์ตโฟนและอุปกรณ์พกพาเพื่อติดตามและดูแลสุขภาพ Telemedicine หรือ Telehealth  การให้บริการแพทย์และให้คำปรึกษาทางไกลผ่านระบบการแพทย์ทางไกล Artificial Intelligence (AI)  การใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยวินิจฉัย วิเคราะห์ และตัดสินใจด้านการแพทย์ Big Data Analytics  การวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพจำนวนมาก เพื่อคาดการณ์โรคล่วงหน้า และเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลรักษาผู้ป่วย IoT & Wearables  อุปกรณ์สวมใส่และเซ็นเซอร์ที่เชื่อมต่อกัน เพื่อเก็บข้อมูลสุขภาพแบบเรียลไทม์และต่อเนื่อง Robotics & Automation  การใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติช่วยผ่าตัด ดูแล และสนับสนุนงานโรงพยาบาล Genomics & Advanced Computing  การประมวลผลข้อมูลขั้นสูงและประมวลข้อมูลพันธุกรรม เพื่อการรักษาเฉพาะบุคคล Digital Platforms & Interoperability  แพลตฟอร์มหรือระบบ และมาตรฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงระบบสุขภาพให้ทำงานร่วมกันได้ Governance & Data Security  การกำกับดูแล มาตรฐานข้อมูล และความปลอดภัยเพื่อปกป้องข้อมูลสุขภาพ 8 เทรนด์ Digital Health 2026 มีอะไรที่น่าติดตามบ้าง? 1. Generative AI ช่วยเรื่องการวิจัยยาใหม่ ในปี 2025 Generative AI สร้างความก้าวหน้าทางการแพทย์หลายด้าน รวมถึงเป็นตัวช่วยพัฒนายาและวิธีรักษาโรคใหม่ ๆ เข้าสู่ระยะทดลองทางคลินิก หลังจากทดสอบเบื้องต้นแล้ว (Proof of concept)  คาดว่าปี 2026 นักวิจัยจะใช้ Generative AI เป็นตัวช่วยกันมากขึ้น เพื่อวิเคราะห์การใช้ยา จำลองปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นต่อร่างกายมนุษย์ และออกแบบการรักษาที่ผู้ป่วยเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม 2. AI Agents ด้านสาธารณสุข AI Agents เป็นการพัฒนา AI ให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำงานที่ซับซ้อนได้ และยังสามารถโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้อีกด้วย ในปี 2026 AI Agents จึงอาจพบเห็นในวงการสาธารณสุขหรือธุรกิจเฮลท์แคร์มากขึ้น   โดยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยจัดการกระบวนการรักตลอดการเข้ารับบริการ ตั้งแต่การคัดกรอง การนัดหมาย การวิเคราะห์ผลการตรวจ แจ้งเตือนเมื่อพบความผิดปกติ ไปจนถึงติดตามดูแลผลการรักษา ช่วยสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงรุกมากยิ่งขึ้น ข้อควรรู้:  AI Agents คือ โปรแกรมซอฟต์แวร์หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ ที่ทำงานหรือตัดสินใจได้แทนมนุษย์ โดย AI Agents จะวิเคราะห์ข้อมูล ประมวลผล ติดสินใจ หรือตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ ตามกฎที่วางไว้ เช่น AI Chatbot, Machine Learning รวมไปถึงระบบวิเคราะห์ข้อความหรือ การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) 3. จากการแพทย์ทางไกล สู่ Virtual Hospitals ในปี 2026 แนวคิด Telemedicine หรือการแพทย์ทางไกลจะพัฒนาเป็น Virtual Hospitals หรือโรงพยาบาลเสมือน  ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้แบบครบวงจร หรือพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากทุกที่ได้ แม้ผู้ป่วยอาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ตัวอย่างเช่น  โรงพยาบาล SEHA Virtual Hospital  จากประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อสถานพยาบาลกว่า 130 แห่ง รองรับผู้ป่วยได้กว่า 400,000 คนต่อปี  UK NHS Online Hospita l ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติสหราชอาณาจักร (UK NHS)  มีแผนสร้าง Online Hospital เพื่อรองรับประชากรผู้สูงอายุให้เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขได้สะดวกมากขึ้น 4. AI สำหรับการวินิจฉัยโรค ในปี 2026 การใช้ Generative AI เป็นผู้ช่วยวิเคราะห์หรือวินิจฉัยโรคจะแพร่หลายมากขึ้น เพื่อให้แพทย์หรือบุคลากรด่านหน้าตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น ใช้เวลากับผลแล็บหรือผลตรวจน้อยลง และใช้เวลากับการรักษาผู้ป่วยมากขึ้น โดยปี 2025 มีการทดลองใช้ AI เป็นตัวช่วยวินิจฉัยโรคหลายด้าน เช่น ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม  การ คัดกรองโรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจ 5. AI กับ CRISPR เทคโนโลยีดัดแปลงพันธุกรรม เทคโนโลยี CRISPR (Clustered Regularly Interspaced Short Palindromic Repeats)  เป็นเทคโนโลยีดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อรักษาโรคทางพันธุกรรมต่าง ๆ โดย AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองเกี่ยวกับการตัดต่อและเชื่อมสารพันธุกรรม ให้ทำได้เร็วขึ้นและปลอดภัยมากขึ้น  ในปี 2026 จึงเป็นไปได้ว่า AI อาจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาการรักษาโรคทางพันธุกรรม เช่น โรคมะเร็ง โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคฮันติงตัน (Huntington's Disease) และโรคอื่น ๆ ที่เกิดจากพันธุกรรมต่าง ๆ ต่อไปเราอาจได้เห็นการทดลองทางคลินิก ซึ่งถือเป็นสัญญาณของการแพทย์ยุคใหม่เลยก็ว่าได้ 6. การคำนวณเชิงควอนตัมในธุรกิจเฮลท์แคร์ ในอนาคตเราอาจะได้เห็นการคำนวณเชิงควอนตัม (Quantum computing) มาใช้ในทางการแพทย์ โดยอาจมาในรูปแบบการจำลองระบบระดับควอนตัม ซึ่งช่วยจำลอง Protein Folding  (ขั้นตอนที่กรดอะมิโนขดตัวกลายเป็นโปรตีนในรูปแบบโครงสร้าง 3 มิติ) การทำปฏิกิริยาของยา และกระบวนการทางพันธุกรรมได้แม่นยำกว่าเดิม  เรื่องน่ารู้: การคำนวณเชิงควอนตัม (Quantum computing)  คือ การประมวลผลทางคลินิกในรูปแบบหน่วย คิวบิต (Qubit) ซึ่งย่อมาจาก Quantum Bit ทำให้ประมวลผลข้อมูลได้หลายสถานะ รวดเร็วยิ่งขึ้น จึงประมวลผลชุดคำสั่งได้หลายชุดในครั้งเดียว ลดเวลาในการประมวลผลข้อมูลต่าง ๆ 7. การปรับใช้หุ่นยนต์ในสถานการณ์จริง ตั้งแต่หุ่นยนต์ผ่าตัดไปจนถึงหุ่นยนต์พนักงานในโรงพยาบาล อาจพบเห็นได้มากขึ้นในสถานพยาบาลในปี 2026 รวมถึงหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งเริ่มใช้งานแล้วในประเทศญี่ปุ่นและประเทศเกาหลีใต้ รวมถึงการพัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะที่ช่วยลดภาระเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล ซึ่งจะช่วยลดปัญหาขาดแคลนบุคลากร  อย่างไรก็ตามคงต้องติดตามกันต่อว่าการนำหุ่นยนต์มาใช้ในสถานการณ์จริงจะส่งผลดีต่อแพทย์และผู้ป่วยอย่างไรบ้าง 8. การจำลองข้อมูลสุขภาพจาก AI Generative AI ไม่เพียงสร้างข้อความ รูปภาพ หรือวิดีโอเท่านั้น แต่ยังจำลองข้อมูลต่าง ๆ ได้อีกด้วย โดยบริษัทเภสัชกรรมและผู้พัฒนา AI สามารถใช้ข้อมูลสุขภาพสังเคราะห์ (Synthetic Health Data) ในการฝึกโมเดล AI โดยไม่ต้องใช้ข้อมูลสุขภาพจากผู้ป่วยจริง ซึ่งอาจมีต้นทุนสูงและเสี่ยงต่อความปลอดภัย อย่างไรก็ตามแม้การใช้ AI สร้างชุดข้อมูลเพื่อทดลองจะแพร่หลายมากขึ้น แต่อนาคตเราอาจได้เห็นนวัตกรรมที่ช่วยให้ข้อมูลปลอดภัยแม่นยำมากขึ้น เพื่อประเมินความเสี่ยงหากโมเดล AI ได้รับข้อมูลสังเคราะห์มากเกินไป Digital Health สำคัญอย่างไรต่อระบบสาธารณสุข 1. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร Digital Health ช่วยให้บุคลากรสาธารณสุขทำงานได้รวดเร็ว แม่นยำ และลดภาระงานเอกสาร ผ่านการเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ผ่านระบบ HIS และระบบวิเคราะห์ข้อมูลที่ช่วยตัดสินใจได้ดีขึ้น ช่วยให้เจ้าหน้าที่มีสมาธิกับงานดูแลผู้ป่วยได้เต็มที่ 2. สร้างเครือข่ายเชื่อมโยงในโรงพยาบาล ระบบสุขภาพดิจิทัลช่วยลดปัญหาข้อมูลอยู่แยกกัน ซึ่งเป็นปัญหาหลักของระบบสาธารณสุขไทยที่ข้อมูลกระจัดกระจาย และไม่สามารถแลกเปลี่ยนข้ามหน่วยงานได้ การมีมาตรฐานข้อมูลและระบบที่เป็นศูนย์กลางข้อมูล ทำให้ข้อมูลผู้ป่วย การวินิจฉัย ผลตรวจ และประวัติการรักษาเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ 3. ยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วย เมื่อบุคลากรทางการแพทย์เข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องได้เร็วขึ้น ผู้ป่วยก็เข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้นตามไปด้วย ช่วยให้การดูแลผู้ป่วยมีคุณภาพสูงขึ้น ทั้งการวินิจฉัย การดูแลรักษา การจัดยา และติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ครบถ้วน 4. ยกระดับประสบการณ์รักษาของผู้ป่วย ตั้งแต่ขั้นตอนการนัดหมาย รับคำวินิจฉัย รักษาโรค ผลตรวจ ไปจนถึงการติดตามอาการ Digital Health ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านแอปพลิเคชัน การสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและทีมรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการเดินทาง ลดระยะเวลารอคอย เปลี่ยนการดูแลรักษาให้มีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง 5. เพิ่มความปลอดภัยให้แก่ข้อมูล Digital Health เป็นแนวทางในการวางรากฐานด้านความปลอดภัย ด้วยมาตรการด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยข้อมูลที่ชัดเจน ทั้งมาตรฐานการจัดการข้อมูลสุขภาพ สร้างระเบียบควบคุมการเข้าถึง การตรวจสอบการใช้งาน และการตอบสนองต่อเหตุละเมิดข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Digital Health 1. Digital Health คืออะไร? Digital Health คือ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ระบบข้อมูลสุขภาพ แอปพลิเคชัน อุปกรณ์สวมใส่ ปัญญาประดิษฐ์ และ Telehealth เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกัน การวินิจฉัย การรักษา และการดูแลผู้ป่วยอย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงกัน 2. Digital Health แตกต่างจาก HealthTech อย่างไร? Digital Health ครอบคลุมระบบและโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพของประเทศหรือองค์กร เช่น มาตรฐานข้อมูล การแลกเปลี่ยนข้อมูล และระบบบริการสุขภาพดิจิทัล ส่วน HealthTech คือเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์เฉพาะด้าน เช่น อุปกรณ์ เครื่องมือ หรือแอปพลิเคชัน ที่ใช้งานได้ทั่วไป 3. ตัวอย่างของ Digital Health ในประเทศไทยมีอะไรบ้าง? ตัวอย่างในไทยได้แก่ ระบบข้อมูลสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ (EHR)  แพลตฟอร์ม Telehealth แห่งชาติ ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพ (HIE) โครงสร้างพื้นฐาน Digital Health Platform ของกระทรวงสาธารณสุข แอปสุขภาพดิจิทัลสำหรับประชาชน และโครงการติดตามผู้ป่วยเรื้อรังผ่านอุปกรณ์สวมใส่ 4. ทำไม Digital Health ถึงสำคัญต่อโรงพยาบาล Digital Health ช่วยให้โรงพยาบาลทำงานได้รวดเร็วและเป็นระบบ ลดภาระเอกสาร เชื่อมโยงข้อมูลข้ามแผนก เพิ่มความแม่นยำในการรักษา สร้างประสบการณ์ผู้ป่วยที่ดีขึ้น และยกระดับความปลอดภัยของข้อมูล ทำให้การบริหารจัดการทั้งองค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น MEDHIS ระบบที่ช่วยส่งเสริม Paperless ในโรงพยาบาล MEDHIS ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (Hospital Information System – HIS) ที่ออกแบบและพัฒนาโดย MEDcury รองรับการทำงานของโรงพยาบาลทุกขนาด รวมถึงสถานพยาบาลประเภทอื่น ๆ ในธุรกิจเฮลท์แคร์ มาพร้อมคุณสมบัติที่ตอบโจทย์การพัฒนา Smart Hospital ไม่ว่าจะเป็น Full EMR system  เชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยทุกแผนกด้วยระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร เพื่อให้แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์เข้าถึงข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ ลดการทำงานซ้ำซ้อนและข้อผิดพลาดในการรักษา Web-based & Cloud Native  รองรับการทำงานบนระบบ Web-based และ Cloud Native ตอบโจทย์การใช้งานของ Smart Hospital ที่ต้องการความยืดหยุ่น ปลอดภัย และรองรับการเติบโตในอนาคต Web Responsive  ออกแบบระบบให้ใช้งานได้จากทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ตโฟน เข้าถึงข้อมูลเวชระเบียนได้สะดวก ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น Paperless Transformation  เปลี่ยนผ่านสู่โรงพยาบาลไร้กระดาษ (Paperless Hospital) ด้วยระบบจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร ลดการใช้กระดาษ ลดความเสี่ยงจากการจัดเก็บเอกสารแบบเดิม และเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหา แบ่งปัน และส่งต่อข้อมูลภายในโรงพยาบาลอย่างปลอดภัย สถานพยาบาลหรือธุรกิจเฮลท์แคร์ที่กำลังมองหาระบบ HIS ที่พร้อมรองรับการเติบโตในยุคดิจิทัล และเปิดรับศักยภาพใหม่ ๆ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ทีมผู้เชี่ยวชาญจาก MEDcury ยินดีให้คำปรึกษา ทั้งด้านเทคนิคและการปรับใช้ระบบให้เข้ากับบริบทของสถานพยาบาล ติดต่อเราเพื่อพูดคุยกับทีมของเราได้โดยตรงที่ โทรศัพท์ : 063-814-4225 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์) อีเมล: sales@medcury.health   ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น Facebook: facebook.com/medcury.health/   LinkedIn: linkedin.com/company/medcury   YouTube: https://www.youtube.com/@MEDcury    ที่มาข้อมูล: 8 Breakthrough Technology Trends That Will Transform Healthcare In 2026

  • ระบบ HIE ในโรงพยาบาล: อนาคตของการจัดการข้อมูลในโรงพยาบาล

    ทำความรู้จักระบบ HIE (Health Information Exchange) คืออะไร ช่วยยกระดับวงการสาธารณสุขไทยได้อย่างไร และช่วยต่อยอดโอกาสทางธุรกิจเฮลท์แคร์ได้อย่างไร Table of Contents ระบบ HIE คืออะไร? ประโยชน์ของนำระบบ HIE เข้ามาใช้ในสถานพยาบาล? ระบบ HIE กับการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Health Information Exchange (HIE) Key Takeaways  Health Information Exchange (HIE) คือ ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพระหว่างโรงพยาบาล คลินิก และสถานพยาบาลต่าง ๆ อย่างปลอดภัยตามมาตรฐาน กฎหมาย และข้อบังคับ HIE ทำให้ข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยเข้าถึงได้อย่างครบถ้วนและรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ป่วยประหยัดเวลา ลดค่าใช้จ่ายจากการตรวจซ้ำ และได้รับการรักษาที่ต่อเนื่องและแม่นยำขึ้น บุคลากรทางการแพทย์ใช้ข้อมูลที่เชื่อมโยงกันเหล่านี้เพื่อวินิจฉัย วางแผนการรักษา และติดตามผลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณอาจจะเคยสงสัยว่าทำไมเวลาที่เราเปลี่ยนโรงพยาบาลใหม่ เราถึงต้องไปขอข้อมูลประวัติการรักษาจากโรงพยาบาลเดิม ซึ่งทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายด้วย ผลลัพธ์ปลายทางของ Health Information Exchange หรือ HIE จึงถูกสร้างมาเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วย แต่รู้หรือไม่ว่าจริง ๆ แล้วประโยชน์ของ HIE ไม่ได้มีเพียงเท่านี้หรอกนะ เรามาดูกันดีกว่าว่าจริง ๆ แล้ว HIE สามารถทำอะไรได้อีกบ้าง? ระบบ HIE คืออะไร? ระบบ HIE ย่อมาจากคำว่า Health Information Exchange คือการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพที่ช่วยให้ผู้ให้บริการด้านสุขภาพสามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างรวดเร็วไร้รอยต่อ ในขณะเดียวกันข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยก็ยังคงมีความปลอดภัย ทั้งในแง่ของความเป็นส่วนตัวที่ผู้ป่วยต้องมีการให้ความยินยอม (Consent) ในการเข้าถึงข้อมูล และการเข้ารหัสข้อมูล (Data Encryption) เพื่อทำให้ข้อมูลเป็นความลับ รวมไปถึงแง่ของการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหลจากการโจมตีทางไซเบอร์ (Cyber Security) ด้วยการใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยต่าง ๆ ประโยชน์ของนำระบบ HIE เข้ามาใช้ในสถานพยาบาล ? 1. สามารถเพิ่มความพึงพอใจให้กับผู้ป่วยได้ เมื่อเราสามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้แล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องไม่ต้องผลักภาระให้ผู้ป่วยกลับไปติดต่อกับโรงพยาบาลเก่าเพื่อขอประวัติการรักษาอีกต่อไป ผู้ป่วยจึงได้รับความสะดวกสบาย ประหยัดทั้งเงินและเวลา และได้รับการรักษาที่รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้เมื่อมีประวัติการรักษาแล้ว แพทย์ที่ทำการรักษาก็สามารถใช้ประกอบการตัดสินใจในการรักษาได้ ทำให้สามารถวินิจฉัยและรักษาได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น รวมถึงลดขั้นตอนการตรวจซ้ำ หรือแม้แต่การจ่ายยาซ้ำซ้อน หรือยาที่แพ้ และลดการจ่ายยาผิดพลาด ซึ่งนอกจากจะทำให้ผลลัพธ์ในการรักษาที่ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ป่วยอีกด้วย 2. สามารถเข้าถึงข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) สถานพยาบาลสามารถเข้าถึงบิ๊กดาต้าจากผู้ป่วยที่ให้ความยินยอม ซึ่งอาจนำข้อมูลเหล่านี้ไปต่อยอดการดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลในด้านต่าง ๆ ได้ เช่น การเพิ่มศักยภาพการรักษาพยาบาล การเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร การใช้ประโยชน์ทางการตลาด เป็นต้น ระบบ HIE กับการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แรกเริ่มเดิมทีระบบ HIE อาจถูกพัฒนามาเพื่อรองรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลปริมาณมหาศาลเท่านั้น แต่แน่นอนว่ายังมีแนวทางอีกมากมายที่เราสามารถต่อยอด ระบบ HIE ให้สามารถสร้างประโยชน์ได้มากกว่าแค่การแลกเปลี่ยนข้อมูล MEDcury ขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยเคสนี้ Healthix เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านสาธารณสุขที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีข้อมูลของผู้ป่วยมากกว่า 20 ล้านคนจากสถานพยาบาลมากกว่า 8,000 แห่ง ซึ่งนอกจากจะเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยระหว่างสถานพยาบาลแล้ว Healthix ยังได้นำข้อมูลจากผู้ป่วยที่ให้ความยินยอมมาพัฒนาต่อยอดระบบเป็น Healthix Analytics ที่แสดงผลการวิเคราะห์ของข้อมูลทางคลินิก การพบแพทย์ และปัจจัยทางด้านสังคมที่มีผลต่อสุขภาพ เช่น ระดับการศึกษา รายได้ครัวเรือน ความครอบคลุมของประกัน หรือแม้แต่การถือสัญชาติอเมริกา เป็นต้น โดยใช้อัลกอริธึมความเสี่ยงต่าง ๆ แล้วแสดงผลในรูปแบบ Dashboard รวมถึงตัวเลขคะแนนความเสี่ยง และรายงานเพื่อสนับสนุนการจัดการในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพของประชากรและผู้ป่วย (Population Health and Patient Risk Management) ที่ช่วยระบุว่าผู้ป่วยมีแนวโน้มจะเป็นโรคร้ายแรงสูงหรือเพิ่มขึ้นหรือไม่ เช่น หัวใจวาย เบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น การจัดการการกลับเข้ามารับการรักษาซ้ำใน 30 วัน (30 Days Readmission Management) ที่ช่วยคาดการณ์แนวโน้มที่ผู้ป่วยจะกลับมาเข้ารับการรักษาซ้ำในฐานะผู้ป่วยในหรือกลับมาที่แผนกฉุกเฉินภายใน 30 วัน พูดง่าย ๆ คือ Healthix Analytics เข้ามาช่วยทำให้สถานพยาบาลสามารถเข้าถึงผู้ป่วยในเชิงรุกและจัดการดูแลเพื่อป้องกันโรคได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อลดอัตราการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือการมาตรวจที่แผนกฉุกเฉินโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้สถานพยาบาลยังสามารถเตรียมพร้อมตัวเองสำหรับการดูแลสุขภาพที่เน้นคุณค่า (Value-based care) ทำให้ผู้ป่วยพึงพอใจในการบริการและการรักษามากยิ่งขึ้นอีกด้วย ถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรได้อย่างดีเยี่ยม คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Health Information Exchange (HIE) 1. HIE (Health Information Exchange) คืออะไร? HIE คือ ระบบที่ช่วยให้โรงพยาบาล คลินิก และหน่วยงานสุขภาพ เชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัย ทำให้แพทย์และผู้ป่วยเข้าถึงประวัติการรักษาได้ทุกที่ แม้ย้ายสถานพยาบาลที่รับบริการ 2. HIE (Health Information Exchange) มีประโยชน์อะไรบ้าง? HIE ทำให้การรักษาต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะแพทย์เห็นข้อมูลและประวัติผู้ป่วยครบถ้วน ลดความผิดพลาด ลดการตรวจซ้ำ และช่วยให้ตัดสินใจรักษาได้เร็วและแม่นยำ นอกจากนี้ยังรองรับการดูแลแบบดิจิทัล เช่น Telemedicine 3. HIE (Health Information Exchange) ทำงานอย่างไร? ระบบ HIE จะดึงข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น ระบบ HIS (Hospital Information System) ระบบ EMR (Electronic Medical Record) หรือข้อมูลจากห้องปฏิบัติการ แล้วจัดรูปแบบให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เช่น มาตรฐาน HL7 FHIR จากนั้นจึงส่งข้อมูลให้สถานพยาบาลที่มีสิทธิ์การเข้าถึงตามที่กำหนดไว้ 4. HIE (Health Information Exchange) แลกเปลี่ยนข้อมูลอะไรได้บ้าง? ข้อมูลที่แลกเปลี่ยนผ่านระบบ HIE ได้มีทั้งประวัติการรักษา ยาและการแพ้ยา ผลตรวจแล็บ ผลเอกซเรย์ บันทึกวินิจฉัย ใบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์ และสรุปการจำหน่ายผู้ป่วย ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละสถานพยาบาล เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์มีข้อมูลสำหรับดูแลผู้ป่วยอย่างครบถ้วน 5. ใครที่เข้าถึงข้อมูลในระบบ HIE (Health Information Exchange) ได้บ้าง? ผู้ที่เข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยในระบบ HIE มีเฉพาะแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ และหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่เข้าถึงข้อมูลได้ โดยต้องมีเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับการรักษาผู้ป่วย และทุกครั้งที่มีการเข้าถึง ระบบจะบันทึกไว้เพื่อความปลอดภัย จากตัวอย่างที่เรายกมาพอจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นแล้วใช่ไหมล่ะ ว่าระบบ HIE ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับตัวผู้ป่วยเองเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์กับผู้ให้บริการด้านสุขภาพ รวมถึงผู้บริหารหรือทีมพัฒนาธุรกิจโรงพยาบาลอีกด้วย และที่สำคัญที่สุดคือเราสามารถต่อยอดระบบ HIE เพื่อสร้างประโยชน์ได้อีกมากมายเลยล่ะ สำหรับใครที่อยากพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านสุขภาพ สามารถพูดคุยกับพวกเรา MEDcury ได้ที่ โทรศัพท์ : 063-814-4225 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์) อีเมล: sales@medcury.health   ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น Facebook: facebook.com/medcury.health/ LinkedIn: linkedin.com/company/medcury YouTube: https://www.youtube.com/@MEDcury   อ้างอิงข้อมูลจาก https://www.healthit.gov/topic/health-it-and-health-information-exchange-basics/what-hie https://healthix.org/what-we-do/services/healthix-analytics/

  • นอนโรงพยาบาลต้องเตรียมอะไรบ้าง? เตรียมตัวให้พร้อมก่อนรักษา

    เช็กลิสต์นอนโรงพยาบาลต้องเตรียมอะไรบ้าง ตั้งแต่เอกสารสำคัญ ของใช้ส่วนตัว ไปจนถึงคำแนะนำที่ช่วยให้ผู้ป่วยและญาติพร้อมเข้ารับการรักษาได้อย่างสบายใจ Table of Contents การนอนโรงพยาบาล (Admit) คืออะไร? นอนโรงพยาบาลต้องเตรียมอะไรบ้าง? ขั้นตอนการนอนโรงพยาบาลมีอะไรบ้าง? คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเตรียมตัวนอนโรงพยาบาล Key Takeaways  หากจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ควรเตรียมเอกสารประจำตัว เช่น บัตรประชาชน บัตรประกันสุขภาพ หรือตรวจสอบสิทธิการรักษาอื่น ๆ ของใช้ส่วนตัวระหว่างอยู่ที่โรงพยาบาล รวมถึงวางแผนทางการเงิน เพื่อให้รับการรักษาอย่างราบรื่นมากที่สุด ขั้นตอนการนอนโรงพยาบาลเริ่มจากแพทย์ประเมินอาการและพิจารณาให้ Admit จากนั้นติดต่อแผนกรับผู้ป่วยใน เลือกห้องพัก และเข้ารับการรักษา เมื่ออาการดีขึ้น แพทย์จะประเมินความพร้อมในการกลับบ้าน และนัดติดตามผล ก่อนชำระค่าใช้จ่ายและรับเอกสารกลับบ้าน การนอนโรงพยาบาลเป็นเรื่องที่หลายคนอาจรู้สึกกังวล โดยเฉพาะผู้ที่รับการรักษาเป็นครั้งแรก การเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยให้ขั้นตอนการรักษาเป็นไปอย่างราบรื่น ลดความสับสน และทำให้ผู้ป่วยโฟกัสกับการฟื้นฟูร่างกายได้อย่างเต็มที่ Backyard จึงมีเช็กลิสต์สิ่งสำคัญที่ควรเตรียมก่อนนอนโรงพยาบาลว่ามีอะไรบ้างที่ควรนำติดตัวไปและอะไรบ้างที่ควรหลีกเลี่ยง การนอนโรงพยาบาล (Admit) คืออะไร? การนอนโรงพยาบาลหรือ Admit คือ การเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ผู้ป่วยจะเปลี่ยนจากผู้ป่วยนอก (OPD) เป็นผู้ป่วยใน (IPD) โดยการนอนโรงพยาบาลมักเกิดขึ้นเมื่อแพทย์ประเมินว่า ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เช่น มีอาการรุนแรงหรือมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน ต้องเฝ้าระวังอาการตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงผู้ป่วยที่ต้องรับการรักษาที่ไม่สามารถทำที่บ้านได้ เช่น การให้น้ำเกลือ การผ่าตัด หรือการใช้เครื่องมือแพทย์เฉพาะทาง รวมถึงกรณีที่ต้องพักฟื้นหลังการรักษาหรือผ่าตัด เพื่อให้การรักษาปลอดภัยและได้ผลดีที่สุด นอนโรงพยาบาลต้องเตรียมอะไรบ้าง? หมวดหมู่ สิ่งที่ควรนำไป สิ่งที่ไม่ควรนำไป เอกสาร บัตรประชาชน พาสปอร์ต บัตรผู้ป่วย ใบนัดแพทย์ บัตรประกันสุขภาพ เอกสารสิทธิการรักษา เอกสารที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเอกสารฉบับจริงที่ไม่จำเป็น ของใช้ส่วนตัว แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ แชมพู ผ้าเช็ดตัว ทิชชู่ ของใช้จำเป็นประจำวัน กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ หมอนหรือผ้าห่มส่วนตัวที่ไม่จำเป็น เสื้อผ้า เสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยน  ชุดใส่กลับบ้าน รองเท้าแตะ เสื้อผ้าราคาแพงหรือดูแลยาก อุปกรณ์ส่วนตัว โทรศัพท์มือถือ สายชาร์จ แว่นตา อุปกรณ์ช่วยฟัง (ถ้ามี) เครื่องประดับมีค่า สร้อยทอง  แหวนเพชร  นาฬิการาคาแพง 1. เอกสารประจำตัว ควรเตรียมเอกสารประจำตัวให้ครบถ้วน เพื่อใช้ในการลงทะเบียนและยืนยันตัวตน ได้แก่ บัตรประชาชน หรือพาสปอร์ต (กรณีชาวต่างชาติ) บัตรผู้ป่วยของโรงพยาบาล เอกสารการนัดหมาย ใบส่งตัวจากแพทย์ รวมถึงผลตรวจหรือประวัติการรักษาที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้ถูกต้องและรวดเร็ว 2. ตรวจสอบสิทธิการรักษา ก่อนนอนโรงพยาบาลควรตรวจสอบสิทธิการรักษาที่ตนเองมี เช่น สิทธิประกันสังคม สิทธิข้าราชการ หรือประกันสุขภาพเอกชน พร้อมเตรียมบัตรหรือเอกสารยืนยันสิทธิ เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายและขั้นตอนเอกสารระหว่างการรักษา 3. ของใช้ส่วนตัว การเตรียมของใช้ส่วนตัวอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ผู้ป่วยรับการรักษาอย่างสะดวกสบายมากขึ้น โดยควรเลือกเฉพาะของที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อความปลอดภัยและลดภาระในการดูแลทรัพย์สินระหว่างการรักษา ของที่ควรนำไป ได้แก่ ของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ แชมพู ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยน รองเท้าแตะ โทรศัพท์มือถือ และสายชาร์จ ของที่ไม่ควรนำไป ของมีค่าราคาแพง เครื่องประดับ เงินสดจำนวนมาก หรือของที่ไม่จำเป็น เพราะเสี่ยงต่อการสูญหายได้ 4. การเตรียมร่างกาย สำหรับผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาที่ซับซ้อนอย่างการผ่าตัด ควรเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนนอนโรงพยาบาล ควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อนเข้ารับการรักษา ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่น การงดน้ำงดอาหารก่อนผ่าตัด แจ้งแพทย์เกี่ยวกับโรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่เป็นประจำ หรือประวัติการแพ้ยา เพื่อความปลอดภัยระหว่างการรักษา 5. วางแผนทางการเงิน ถึงแม้ว่าจะมีสิทธิการรักษาหรือประกันสุขภาพ แต่ก็ควรสอบถามเรื่องค่าใช้จ่ายล่วงหน้า เช่น ค่าห้อง ค่ายา หรือค่าบริการเพิ่มเติม เพื่อเตรียมเงินสดสำรอง หรือวางแผนทางการเงินไว้เสียก่อน ช่วยลดความกังวลระหว่างนอนโรงพยาบาลได้ 6. คนเฝ้าไข้ วางแผนเรื่องญาติหรือผู้ดูแลที่จะมาเฝ้าไข้ โดยควรเป็นคนที่ช่วยดูแลผู้ป่วยประสานงานกับทีมแพทย์ได้ และปฏิบัติตามกฎระเบียบของโรงพยาบาล เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ขั้นตอนการนอนโรงพยาบาลมีอะไรบ้าง? 1. แพทย์ประเมินอาการและแจ้งให้นอนโรงพยาบาล หลังจากเข้ารับ การตรวจในแผนกผู้ป่วยนอก (OPD) แพทย์จะวินิจฉัยและประเมินอาการของผู้ป่วยอย่างละเอียด หากเห็นว่าผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลใกล้ชิดอย่างต่อเนื่อง แพทย์จะแจ้งให้นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยใน (IPD) พร้อมอธิบายแผนการรักษาและแนวทางดูแลที่เหมาะสม 2. ติดต่อแผนกรับผู้ป่วยใน (Admission) หลังจากได้รับคำวินิจฉัยจากแพทย์ ผู้ป่วยหรือญาติจะติดต่อแผนกรับผู้ป่วยใน เพื่อดำเนินการด้านเอกสารและขั้นตอนต่าง ๆ เช่น การลงทะเบียนผู้ป่วยใน ตรวจสอบสิทธิการรักษาหรือประกันสุขภาพ รวมถึงรับข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย การเตรียมตัว และข้อปฏิบัติระหว่างนอนโรงพยาบาล 3. เลือกห้องพักและเข้าห้องผู้ป่วย เจ้าหน้าที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเภทห้องพัก เช่น ห้องรวม ห้องเดี่ยว หรือห้องพิเศษ โดยพิจารณาจากแผนการรักษา สิทธิการรักษา และความเหมาะสมของผู้ป่วย จากนั้นจะพาผู้ป่วยเข้าห้องพัก พร้อมแนะนำสิ่งอำนวยความสะดวก กฎระเบียบของหอผู้ป่วย เวลาเยี่ยม และวิธีติดต่อพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ 4. เข้ารับการรักษาและการดูแลระหว่างนอนโรงพยาบาล ระหว่างนอนโรงพยาบาล ทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์จะดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง ตรวจติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ เช่น วัดสัญญาณชีพ ประเมินอาการตอบสนองต่อการรักษา ให้ยา ทำหัตถการ รวมถึงการรักษาอื่น ๆ ตามแผนที่แพทย์วางไว้ 5. ประเมินอาการและเตรียมออกจากโรงพยาบาล เมื่ออาการของผู้ป่วยดีขึ้นหรืออยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย แพทย์จะประเมินความพร้อมในการออกจากโรงพยาบาล พร้อมวางแผนการดูแลต่อเนื่อง เช่น การปฏิบัติตัวที่บ้าน การฟื้นฟูร่างกาย และการนัดหมายเพื่อติดตามผลการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยดูแลตนเองได้อย่างถูกต้องหลังกลับบ้าน และลดโอกาสป่วยซ้ำ 6. ชำระค่าใช้จ่ายและรับเอกสารกลับบ้าน ก่อนออกจากโรงพยาบาลผู้ป่วยหรือญาติต้องดำเนินการด้านการเงินและเอกสาร ชำระค่าใช้จ่ายตามสิทธิการรักษาหรือประกันสุขภาพ พร้อมรับเอกสารสำคัญ เช่น ใบสรุปการรักษา ใบรับรองแพทย์ ใบนัดหมายครั้งถัดไป และใบสั่งยา คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเตรียมตัวนอนโรงพยาบาล 1. นอนโรงพยาบาลต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง การนอนโรงพยาบาลควรเตรียมบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ต บัตรผู้ป่วยของโรงพยาบาล ใบส่งตัวจากแพทย์ (ถ้ามี) รวมถึงเอกสารแสดงสิทธิการรักษา เช่น บัตรประกันสุขภาพหรือสิทธิข้าราชการ เพื่อให้ขั้นตอนการลงทะเบียนและการรักษาเป็นไปอย่างรวดเร็ว 2. นอนโรงพยาบาลต้องเตรียมของใช้ส่วนตัวอะไรไปบ้าง ผู้ป่วยควรเตรียมของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ แชมพู ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนเมื่อกลับบ้าน รองเท้าแตะ โทรศัพท์มือถือ และสายชาร์จ ควรหลีกเลี่ยงการนำของมีค่าราคาแพงหรือเงินสดจำนวนมากไปนอนโรงพยาบาล เพื่อลดความเสี่ยงในการสูญหาย 3. ถ้าไม่อยากนอนโรงพยาบาลได้หรือไม่ หากไม่ต้องการนอนโรงพยาบาล ผู้ป่วยเลือกไม่นอนโรงพยาบาลได้ แต่แพทย์จะต้องประเมินแล้วว่าสามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอก หรือดูแลต่อที่บ้านได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามหากแพทย์เห็นว่าการ Admit นั้นจำเป็นต่อการรักษา ก็ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เป็นหลัก 4. นอนโรงพยาบาลญาติเฝ้าไข้ได้กี่คน จำนวนญาติที่เฝ้าไข้ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละโรงพยาบาล ประเภทห้องพัก และสภาพของผู้ป่วย โดยส่วนใหญ่มักอนุญาตให้เฝ้าไข้ได้ 1 คน และอาจมีข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ ควรสอบถามเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวให้เหมาะสม 5. เด็กและผู้สูงอายุนอนโรงพยาบาลต้องเตรียมอะไรเพิ่ม สำหรับเด็กและผู้สูงอายุ ควรเตรียมของใช้เฉพาะเพิ่มเติม เช่น ยาประจำตัว เสื้อผ้าที่สวมใส่ง่าย ตุ๊กตา ของเล่น หรือของใช้ที่คุ้นเคยเพื่อช่วยลดความเครียด รวมถึงควรมีญาติหรือผู้ดูแลอยู่ใกล้ชิด เพื่อช่วยดูแลและสื่อสารกับทีมแพทย์ตลอดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล MEDHIS ระบบโรงพยาบาลพร้อมโมดูลพื้นฐานครบครัน MEDHIS ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (Hospital Information System – HIS) ที่ออกแบบและพัฒนาโดย MEDcury มาพร้อมโมดูลการทำงานพื้นฐานในโรงพยาบาลที่ครบครัน รองรับการทำงานของโรงพยาบาลทุกขนาด รวมถึงสถานพยาบาลประเภทอื่น ๆ ในธุรกิจเฮลท์แคร์ มาพร้อมคุณสมบัติที่ตอบโจทย์การพัฒนา Smart Hospital ไม่ว่าจะเป็น Full EMR system  เชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยทุกแผนกด้วยระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร เพื่อให้แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์เข้าถึงข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ ลดการทำงานซ้ำซ้อนและข้อผิดพลาดในการรักษา Web-based & Cloud Native  รองรับการทำงานบนระบบ Web-based และ Cloud Native ตอบโจทย์การใช้งานของ Smart Hospital ที่ต้องการความยืดหยุ่น ปลอดภัย และรองรับการเติบโตในอนาคต Web Responsive  ออกแบบระบบให้ใช้งานได้จากทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ตโฟน เข้าถึงข้อมูลเวชระเบียนได้สะดวก ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น Paperless Transformation  เปลี่ยนผ่านสู่โรงพยาบาลไร้กระดาษ (Paperless Hospital) ด้วยระบบจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร ลดการใช้กระดาษ ลดความเสี่ยงจากการจัดเก็บเอกสารแบบเดิม และเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหา แบ่งปัน และส่งต่อข้อมูลภายในโรงพยาบาลอย่างปลอดภัย สถานพยาบาลหรือธุรกิจเฮลท์แคร์ที่กำลังมองหาระบบ HIS ที่พร้อมรองรับการเติบโตในยุคดิจิทัล และเปิดรับศักยภาพใหม่ ๆ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ทีมผู้เชี่ยวชาญจาก MEDcury ยินดีให้คำปรึกษา ทั้งด้านเทคนิคและการปรับใช้ระบบให้เข้ากับบริบทของสถานพยาบาล ติดต่อเราเพื่อพูดคุยกับทีมของเราได้โดยตรงที่ โทรศัพท์ : 063-814-4225 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์) อีเมล: sales@medcury.health   ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น Facebook:   facebook.com/medcury.health/   LinkedIn:   linkedin.com/company/medcury   YouTube:   https://www.youtube.com/@MEDcury

  • แผนกในโรงพยาบาลมีอะไรบ้าง? รวมหน้าที่และการทำงานของแต่ละแผนก

    ทำความรู้จักแผนกในโรงพยาบาลทั้งหมด ตั้งแต่แผนกดูแลผู้ป่วย แผนกเฉพาะทาง ไปจนถึงแผนกวินิจฉัยและสนับสนุนการรักษา Table of Contents แผนกในโรงพยาบาลมีอะไรบ้าง? แผนกที่ดูแลผู้ป่วยโดยตรง แผนกการแพทย์เฉพาะทาง แผนกวินิจฉัยและสนับสนุนการรักษา ทำไมคนไข้ถึงควรรู้จักแผนกในโรงพยาบาล? คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแผนกในโรงพยาบาล Key Takeaways  แผนกในโรงพยาบาลประกอบด้วยแผนกที่ดูแลผู้ป่วยโดยตรง เช่น แผนกผู้ป่วยนอก (OPD) แผนกผู้ป่วยใน (IPD) รวมถึงการดูแลผู้ป่วยภาวะฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุใน ER และดูแลผู้ป่วยอาการรุนแรงใน ICU ซึ่งแผนกกลุ่มนี้ทำหน้าที่ประเมินอาการ ให้การรักษา และเฝ้าติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาล นอกจากแผนกที่รักษาโดยตรงแล้ว โรงพยาบาลยังมีแผนกการแพทย์เฉพาะทาง ที่ดูแลผู้ป่วยเฉพาะโรคหรือเฉพาะระบบอวัยวะ เช่น กุมารเวชกรรม สูตินรีเวช จักษุ อายุรกรรม หูคอจมูก และจิตเวช รวมถึงแผนกที่สนับสนุนการวินิจฉัยและดูแลรักษา เช่น รังสี เภสัชกรรม ห้องปฏิบัติการ ศัลยกรรม วิสัญญี และเวชศาสตร์ฟื้นฟู ซึ่งช่วยให้การดูแลรักษาแม่นยำยิ่งขึ้น โรงพยาบาลประกอบด้วยหลายแผนกที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การดูแลรักษาผู้ป่วยเป็นไปอย่างครบวงจร ตั้งแต่การตรวจคัดกรอง การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟู ซึ่งแต่ละแผนกล้วนมีบทบาทและความสำคัญต่อคุณภาพการให้บริการทางการแพทย์ MEDcury จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับแผนกในโรงพยาบาล พร้อมทำความเข้าใจหน้าที่ของแผนกต่าง ๆ เพื่อลดความสับสน ทำให้การเข้าใช้บริการที่โรงพยาบาลสะดวกรวดเร็วมากขึ้น แผนกในโรงพยาบาลมีอะไรบ้าง? แผนกในโรงพยาบาล ขอบเขตการทำงาน แผนกผู้ป่วยนอก (OPD) การตรวจรักษาแบบไม่ต้องนอนโรงพยาบาล เป็นจุดเริ่มต้นของการประเมินอาการและพบแพทย์ แผนกผู้ป่วยใน (IPD) ดูแลผู้ป่วยที่ต้องนอนพักรักษา เฝ้าติดตามอาการ 24 ชม. พร้อมดูแลหลังผ่าตัดหรือรักษาโรคที่ต้องดูแลต่อเนื่อง แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน (ER) รับผู้ป่วยฉุกเฉินและอุบัติเหตุ ประเมินอาการเร่งด่วน ให้การรักษาเพื่อช่วยชีวิตทันที แผนกผู้ป่วยหนัก (ICU) ดูแลผู้ป่วยอาการรุนแรง ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทางและการเฝ้าระวังใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง แผนกกุมารเวชกรรม (Pediatrics) ดูแลรักษาเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึงวัยรุ่น รวมถึงพัฒนาการ วัคซีน และโรคเฉพาะในเด็ก แผนกสูตินรีเวชกรรม (Obstetrics–Gynecology) ดูแลการตั้งครรภ์ คลอดบุตร โรคสตรี และสุขภาพระบบสืบพันธุ์หญิง แผนกจักษุ (Ophthalmology) ตรวจรักษาโรคตา ผ่าตัดต้อกระจก ภาพพร่ามัว และภาวะผิดปกติของดวงตา แผนกอายุรกรรม (Internal Medicine) ดูแลโรคระบบอวัยวะภายใน เช่น หัวใจ ปอด ไต เบาหวาน และโรคเรื้อรังต่าง ๆ แผนกหู คอ จมูก (ENT) รักษาโรคเกี่ยวกับการได้ยิน ไซนัส การหายใจ กล่องเสียง และความผิดปกติของศีรษะและคอ แผนกจิตเวช (Psychiatry) ดูแลสุขภาพจิต อารมณ์ พฤติกรรม ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และให้คำปรึกษาทางจิตใจ แผนกรังสี (Radiology) ถ่ายภาพทางการแพทย์ เช่น X-ray, CT, MRI เพื่อช่วยวินิจฉัยโรค แผนกเภสัชกรรม (Pharmaceutical ) จ่ายยา ตรวจสอบใบสั่งยา ให้คำแนะนำการใช้ยา และดูแลคลังยา แผนกห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ (Laboratory) ตรวจเลือด ปัสสาวะ ชิ้นเนื้อ และวิเคราะห์ผลเพื่อสนับสนุนการวินิจฉัย แผนกศัลยกรรม (Surgery) รักษาด้วยการผ่าตัดทั้งทั่วไปและเฉพาะทาง พร้อมดูแลก่อน–หลังผ่าตัด แผนกวิสัญญี (Anesthesia) ให้ยาชา ยาสลบ ควบคุมการระงับความเจ็บปวดและความปลอดภัยระหว่างผ่าตัด แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู (Physical Therapy) ฟื้นฟูความสามารถในการเคลื่อนไหว บำบัดหลังผ่าตัด อุบัติเหตุ หรือโรคเรื้อรัง 1. แผนกที่ดูแลผู้ป่วยโดยตรง 1.1 แผนกผู้ป่วยนอก (OPD) แผนกผู้ป่วยนอก หรือ Outpatient Department (OPD) เป็นจุดเริ่มต้นของการรับบริการในโรงพยาบาล ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมาที่แผนก OPD เพื่อพบแพทย์ ตรวจวินิจฉัย รับยา และกลับบ้านได้ จึงต้องมีระบบจัดการผู้ป่วยตั้งแต่ลงทะเบียนจนถึงการนัดหมายติดตามผล ทำให้เป็นแผนกที่ต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรองรับจำนวนผู้ป่วยจำนวนมากในแต่ละวัน ลงทะเบียนผู้ป่วยใหม่และผู้ป่วยเก่า พร้อมจัดทำเวชระเบียน คัดกรองอาการเบื้องต้น ตรวจวัดสัญญาณชีพ ให้บริการแพทย์ตรวจรักษาในสาขาต่าง ๆ ส่งต่อผู้ป่วยไปยังแผนก Lab รังสี หรือคลินิกเฉพาะทาง นัดหมายติดตามผล หรือรับยาเพิ่มเติม 1.2 แผนกผู้ป่วยใน (IPD) แผนกผู้ป่วยใน หรือ Inpatient Department (IPD) เป็นแผนกที่รองรับผู้ป่วยที่ต้องแอดมิดหรือนอนค้างคืนที่โรงพยาบาล หรือติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เช่น ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ โรงเรื้อรัง การผ่าตัดใหญ่ ไปจนถึงผู้ป่วยที่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่น การใช้เครื่องช่วยหายใจ โดยการแอดมิตนั้นจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ผู้ให้การรักษา ซึ่งผู้ป่วยจะได้พบก่อนที่แผนก OPD ดูแล ติดตามอาการ และพยาบาลผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง ติดตามอาการและรายงานแพทย์เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง จัดยาและให้ยาตามแผนการรักษา ประสานงานกับแผนกอื่น เช่น รังสี เภสัชกรรม และกายภาพบำบัด ให้คำแนะนำผู้ป่วยและญาติ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนกลับบ้าน 1.3 แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน (ER) แผนก ER เป็นหัวใจสำคัญสำหรับกรณีฉุกเฉินที่ต้องการการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที บุคลากรต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลาเพื่อดูแลผู้ป่วยอาการวิกฤต เช่น อุบัติเหตุรุนแรง อาการหัวใจวาย หรือโรคเฉียบพลัน โดยใช้ การประเมินแบบ Triage   เพื่อจัดลำดับความจำเป็นในการรักษา รับผู้ป่วยอุบัติเหตุและโรคฉุกเฉินทุกชนิดตลอด 24 ชั่วโมง ทำ Triage เพื่อจัดระดับความรุนแรงของอาการ ตรวจวินิจฉัยเบื้องต้นและส่งต่อไป ICU หรือ OR ประสานงานกับทีมศัลยกรรมและแผนกเร่งด่วนอื่น ๆ เกร็ดน่ารู้: การประเมินแบบ Triage คือกระบวนการคัดแยกผู้ป่วยตามระดับความเร่งด่วน โดยตรวจสอบเบื้องต้น และจัดกลุ่มตามสี เพื่อจัดลำดับการรักษาให้เหมาะสมกับความรุนแรงของอาการ 1.4 แผนกผู้ป่วยหนัก (Intensive Care Unit) หรือ ICU ICU (Intensive Care Unit)  คือแผนกที่ดูแลผู้ป่วยอาการหนัก ที่ต้องเฝ้าระวังสัญญาณชีพและระบบการทำงานของร่างกายอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เครื่องมือขั้นสูง เช่น เครื่องช่วยหายใจ  เครื่องติดตามสัญญาณชีพ ติดตามระดับออกซิเจน และข้อมูลต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการรักษา เพื่อควบคุมและติดตามอาการอย่างละเอียด ดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะวิกฤตหรือเสี่ยงต่อการทรุดหนัก ใช้ระบบเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ปรับการรักษาแบบทันที เช่น ปรับเครื่องช่วยหายใจหรือยากระตุ้น ประสานงานกับแพทย์เฉพาะทางหลายสาขา ดูแลและป้องกันภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยวิกฤต 2. แผนกการแพทย์เฉพาะทาง 2.1 แผนกกุมารเวชกรรม (Pediatrics Department) แผนกกุมารเวชกรรม คือแผนกที่ดูแลเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 15 ปี ครอบคลุมทั้งการดูแลสุขภาพทั่วไป การส่งเสริมพัฒนาการ ไปจนถึงการรักษาโรคเฉพาะทาง โดยแผนกกุมารเวชกรรมจะอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นพิเศษ เพราะเด็กมีระบบร่างกายที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ จึงต้องประเมินและดูแลอย่างละเอียด ตรวจรักษาโรคทั่วไปและโรคเฉพาะในเด็ก ฉีดวัคซีนและติดตามพัฒนาการ ประเมินปัญหาการเติบโต ภูมิแพ้ หอบหืด หรือโรคติดเชื้อ ให้คำปรึกษาผู้ปกครองด้านการเลี้ยงดูและสุขภาพเด็ก ประสานการรักษาเด็กที่มีโรคเรื้อรังหรือภาวะซับซ้อน 2.2 แผนกสูตินรีเวชกรรม (Obstetrics & Gynecology Department) แผนกสูตินรีเวชกรรม ดูแลสุขภาพสตรีตั้งแต่วัยเจริญพันธุ์ ตั้งครรภ์ ไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน ให้บริการรับฝากครรภ์ การคลอด การตรวจภายใน รักษาโรคระบบสืบพันธุ์สตรี รวมถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก นอกจากนี้ยังมีบริการรักษาภาวะมีบุตรยากในบางโรงพยาบาลด้วย ตรวจครรภ์ ติดตามสุขภาพแม่และทารก ทำคลอดทั้งแบบธรรมชาติและผ่าตัดคลอด ตรวจรักษาโรคสตรี เช่น ซีสต์ เนื้องอก มะเร็งปากมดลูก ตรวจภาวะมีบุตรยากและให้คำปรึกษา เกร็ดน่ารู้: คนข้าม เพศสามารถเข้ารับบริการทางสุขภาพที่แผนกสูตินรีเวชกรรมได้หลากหลายด้าน เช่น การรับฮอร์โมนเพื่อยืนยันเพศสภาพอย่างปลอดภัย การผ่าตัดเพื่อยืนยันเพศสภาพ 2.3 แผนกจักษุ (Ophthalmology Department) แผนกจักษุเป็นแผนกที่ให้บริการตรวจรักษาความผิดปกติของดวงตา ตั้งแต่ภาวะสายตาผิดปกติ อุบัติเหตุที่เกี่ยวกับดวงตา โรคร้ายแรง เช่น ต้อหินหรือจอประสาทตาหลุดลอก ไปจนถึงการผ่าตัดเฉพาะทาง เช่น ผ่าตัดต้อกระจก การยิงเลเซอร์รักษาโรคตา การเลสิก ถือเป็นแผนกที่ต้องใช้ทักษะขั้นสูง เครื่องมือและเทคโนโลยีขั้นสูง ตรวจวินิจฉัยโรคตาและคัดกรองความผิดปกติ ผ่าตัดต้อกระจก เลเซอร์ตา และหัตถการเฉพาะทาง ประเมินสายตาและออกใบสั่งแว่น ติดตามโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวานขึ้นตา ดูแลผู้ป่วยภาวะฉุกเฉิน เช่น สิ่งแปลกปลอมเข้าตา 2.4 แผนกอายุรกรรม (Medicine Department) แผนกอายุรกรรม คือ แผนกที่ดูแลโรคระบบอวัยวะภายในเกือบทั้งหมด ให้การรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะซับซ้อนหรือหลายโรคร่วมกัน เช่น หัวใจ ปอด ไต เบาหวาน และโรคติดเชื้อต่าง ๆ แพทย์อายุรกรรมจะต้องวิเคราะห์รายละเอียดจากข้อมูลห้องปฏิบัติการ ผลแล็บและภาพเอกซ์เรย์ โดยแผนกนี้ยังแบ่งเป็นสาขาย่อยได้อีก เช่น อายุรกรรมหัวใจ อายุรกรรมไต อายุรกรรมต่อมไร้ท่อ  ประเมินผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนหลายระบบ จัดการโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ประสานการดูแลกับ ICU หรือแผนก IPD ตามอาการ ติดตามผลตรวจเลือดและภาพวินิจฉัยเพื่อวางแผนรักษา 2.5 แผนกหู คอ จมูก (Ear nose and throat Department) แผนกหู คอ จมูก เป็นแผนกที่ดูแลเรื่องการได้ยิน การหายใจ การพูด ปัญหาด้านโครงสร้างของศีรษะและคอ รวมไปถึงภาวะเวียนศีรษะและการทรงตัว ผู้ป่วยอาจเป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ การรักษาครอบคลุมตั้งแต่โรคติดเชื้อเล็กน้อยถึงการผ่าตัดซับซ้อน เช่น ผ่าตัดไซนัส ตรวจรักษาโรคหู เช่น การติดเชื้อ ปัญหาการได้ยินลดลง ดูแลโรคเกี่ยวกับจมูกและไซนัส รวมถึงผ่าตัดไซนัส รักษาโรคคอ กล่องเสียง ภาวะเสียงแหบ ประเมินอาการเวียนศีรษะและโรคเกี่ยวกับการทรงตัว ตรวจวินิจฉัยด้วยกล้องส่องและอุปกรณ์เฉพาะทาง 2.6 แผนกจิตเวช (Psychology Department) แผนกจิตเวชเป็นแผนกที่ดูแลรักษาปัญหาสุขภาพจิต เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคไบโพลาร์ รวมถึงปัญหาพฤติกรรม การเสพติด และความเครียดเรื้อรัง โดยแพทย์จะให้การรักษาหลายแบบ ทั้งการให้ยา จิตบำบัด ให้คำปรึกษา หรือใช้กิจกรรมบำบัด โดยมีนักจิตบำบัดทำงานร่วมด้วย เพื่อออกแบบการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละบุคคล ประเมินสภาพจิตใจและวินิจฉัยโรค ให้คำปรึกษาครอบครัวและผู้ดูแล ให้การบำบัดรายบุคคลหรือแบบกลุ่ม ติดตามการใช้ยาและการตอบสนองต่อการรักษา ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ ดูแลปัญหาาทางพฤติกรรม เช่น ปัญหาความสัมพันธ์ ปัญหาก้าวร้าว ปัญหาติดการพนัน 3. แผนกวินิจฉัยและสนับสนุนการรักษา 3.1 แผนกรังสี (Radiology Department) แผนกรังสีทำหน้าที่ตรวจวินิจฉัยความผิดปกติในร่างกายด้วยเครื่องมือที่แม่นยำสูงและภาพถ่ายรังสี เช่น เอกซเรย์ (X-ray) ซีทีสแกน (CT Scan) เอ็มอาร์ไอ (MRI) และอัลตราซาวด์ (Ultrasound) โดยมีรังสีแพทย์ให้คำปรึกษาด้านการวิเคราะห์ภาพและสื่อสารกับแพทย์เจ้าของไข้ ถ่ายภาพวินิจฉัยทุกประเภท เช่น ภาพเอกซเรย์ทั่วไป แมมโมแกรม (Mammography) อัลตราซาวด์ (Ultrasound) ซีทีสแกน (CT Scan) การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) วิเคราะห์ภาพและรายงานผล ประสานงานกับแพทย์เฉพาะทางเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ควบคุมการรับรังสีเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ให้บริการหัตถการภายใต้ภาพนำทาง เช่น CT-guided biopsy 3.2 แผนกเภสัชกรรม (Pharmaceutical Department) แผนกเภสัชกรรมดูแลด้านยาและเวชภัณฑ์  จัดซื้อ จัดหา จ่ายยาให้กับผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ไปจนถึงงานบริหารควบคุมการใช้ยาและเวชภัณฑ์ในแผนกต่าง ๆ ของโรงพยาบาล เพื่อรักษามาตรฐานและความปลอดภัยด้านยา ป้องกันความเสี่ยง ลดโอกาสที่ผู้ป่วยจะได้รับยาคลาดเคลื่อน  จ่ายยาให้ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน และแผนกอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบความถูกต้องของใบสั่งยา ให้คำแนะนำการใช้ยาและผลข้างเคียง ควบคุมคุณภาพยาและบริหารจัดการคลังยา ติดตามการใช้ยาและเวชภัณฑ์ในโรงพยาบาลและป้องกันความคลาดเคลื่อน 3.3 แผนกห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ (Laboratory Department) แผนกห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ เป็นแผนกที่ตรวจวิเคราะห์สิ่งส่งตรวจต่าง ๆ เช่น ปัสสาวะ ชิ้นเนื้อ เนื้อเยื่อ เพื่อสนับสนุนการวินิจฉัยโรค ตรวจหาความเสี่ยงโรค และติดตามประเมินผลข้างเคียงจากการรักษา โดยแผนนี้ยังแบ่งออกเป็นหลายสาขา เช่น เคมีคลินิก (Clinical Chemistry) โลหิตวิทยาคลินิก (Clinical Hematology) พิษวิทยาคลินิก (Clinical Toxicology) ตรวจเลือดและสารชีวภาพหลากหลายประเภท เช่น เลือด ปัสสาวะ อุจจาระ สารคัดหลั่ง ตรวจหาการติดเชื้อและโรคเฉพาะทาง วิเคราะห์ผลและรายงานต่อแพทย์ ควบคุมคุณภาพเครื่องมือและกระบวนการตรวจ 3.4 แผนกศัลยกรรม (Surgical Department) แผนกศัลยกรรมดูแลการผ่าตัด ทั้งผ่าตัดเล็กและผ่าตัดใหญ่ รวมถึงโรคที่ต้องใช้การรักษาด้วยการผ่าตัดเป็นหลัก เช่น ไส้ติ่ง เนื้องอก หรืออุบัติเหตุ โดยศัลยแพทย์จะทำงานร่วมกับห้องผ่าตัด ห้องพักฟื้น และแผนกวิสัญญี เพื่อให้การผ่าตัดปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ตรวจประเมินสภาพผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดอย่างละเอียด ก่อนวางแผนการรักษา วางแผนการผ่าตัดร่วมกับแพทย์เฉพาะทาง วิสัญญี พยาบาลห้องผ่าตัด ติดตามอาการหลังผ่าตัดอย่างใกล้ชิด ประเมินอาการปวด อาการแทรกซ้อน ประสานงานกับหอผู้ป่วยหรือ ICU เพื่อเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องและดูแลอย่างเหมาะสม 3.5 แผนกวิสัญญี (Department of Anesthesia) แผนกวิสัญญีดูแลการให้ยาชา ยาสลบ และควบคุมการระงับความรู้สึกของผู้ป่วยในระหว่างผ่าตัด ทีมวิสัญญีต้องดูแลสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน รวมถึงการดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัดในห้องพักฟื้น และการระงับปวดในกรณีเฉพาะ ประเมินผู้ป่วยก่อนการดมยา ให้ยาชาเฉพาะที่ ยาบล็อกหลัง และยาสลบ เฝ้าติดตามสัญญาณชีพระหว่างผ่าตัด ดูแลผู้ป่วยในห้องพักฟื้น บริหารจัดการอาการปวดหลังผ่าตัดทั้งระยะสั้นและระยะยาว ประสานงานกับศัลยแพทย์และทีม ICU กรณีผู้ป่วยความเสี่ยงสูง 3.6 แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู (Physical Therapy Department) แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู คือ แผนกที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเคลื่อนไหวร่างกาย และใช้ชีวิตประจำวันได้หลังจากเจ็บป่วย อุบัติเหตุ หรือผ่าตัด โดยอาศัยวิธีการฟื้นฟูหลากหลายแบบ เช่น การทำกายภาพ การใช้เครื่องมือไฟฟ้ากายภาพ โดยการทำกายภาพบำบัดมีบทบาทสำคัญในกลุ่มโรคกระดูกและข้อ ระบบประสาท และผู้ป่วยหลังผ่าตัดใหญ่ ประเมินความสามารถด้านการเคลื่อนไหวและจุดอ่อนของผู้ป่วย  จัดโปรแกรมกายภาพแบบรายบุคคลตามโรคและความรุนแรง แนะนำการใช้เครื่องช่วยเดินและอุปกรณ์ช่วยเหลือ ดูแลผู้ป่วยโรคระบบประสาท เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคพาร์กินสัน ฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัด เช่น เปลี่ยนข้อเข่า กระดูกหัก ทำไมคนไข้ถึงควรรู้จักแผนกในโรงพยาบาล? 1. ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น เมื่อผู้ป่วยรู้จักแผนกในโรงพยาบาลแล้ว จะช่วยให้เข้ารับบริการได้จุดตั้งแต่แรก ลดเวลาการค้นหาข้อมูลหรือไปผิดแผนก โดยเฉพาะในกรณีฉุกเฉินหรือมีอาการเจ็บป่วยเฉพาะทาง ผู้ป่วยจะไปยังแผนกที่ถูกต้องได้ทันที ทำให้เริ่มต้นการรักษาได้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งยังช่วยลดความแออัดในแผนกอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องอีกด้วย 2. ลดความสับสนเมื่อต้องเข้ารับบริการ ผู้ป่วยหลายคนมักสับสนเมื่อเข้าโรงพยาบาล เพราะไม่รู้ว่าแผนกไหนดูแลเรื่องอะไร การทำความรู้จักแผนกโรงพยาบาลไว้ก่อน จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้ลำดับขั้นตอน เช่น ต้องพบแพทย์ก่อนตรวจเลือด หรือจำเป็นต้องไปจุดคัดกรองก่อนเข้าห้องตรวจ  นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจระบบการบริการ เช่น ทำไมบางแผนกต้องนัดล่วงหน้า หรือทำไมบางแผนกต้องใช้ผลตรวจประกอบ จึงทำให้ประสบการณ์การเข้ารับบริการราบรื่นขึ้นและลดความกังวลได้ 3. ประสานงานหรือส่งต่อได้ราบรื่นขึ้น การรักษาในโรงพยาบาลมักเกี่ยวข้องกับหลายแผนก ตั้งแต่การวินิจฉัย การตรวจเพิ่มเติม ไปจนถึงการรักษาเฉพาะทาง หากผู้ป่วยรู้จักหน้าที่ของแต่ละแผนก จะทำให้การประสานงานระหว่างผู้ป่วย–เจ้าหน้าที่เป็นไปแบบไม่ติดขัด และเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วยในภาพรวม คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแผนกในโรงพยาบาล 1.ไม่แน่ใจว่าป่วยเป็นอะไร ควรไปแผนกไหนดี? หากไม่ทราบว่าอาการป่วยเกี่ยวข้องกับระบบใด ควรเริ่มที่แผนกผู้ป่วยนอก (OPD) หรือจุดคัดกรองเพื่อประเมินอาการก่อน และให้เจ้าหน้าที่ส่งต่อไปยังแผนกที่เหมาะสม หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ชัก หรือเลือดออกมาก ควรไปที่แผนกฉุกเฉิน (ER) ทันที 2. ผู้ป่วยใหม่ต้องทำอย่างไร? เริ่มจากการลงทะเบียนที่เวชระเบียนเพื่อสร้างข้อมูลผู้ป่วย จากนั้นเข้าสู่การคัดกรองและพบแพทย์ตามอาการ เจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกเรื่องการตรวจเพิ่มเติม เช่น แล็บหรือเอกซเรย์ ให้ครบขั้นตอน ก่อนจ่ายยาและทำการรักษา รวมถึงนัดหมายติดตามผลต่อไป 3. แผนกผู้ป่วยนอก (OPD) ต่างจากแผนกผู้ป่วยใน (IPD) อย่างไร? แผนกผู้ป่วยนอกหรือ OPD คือ แผนกที่ผู้ป่วยเข้ารับการวินิจฉัย รักษา และกลับบ้านได้ ส่วนแผนกผู้ป่วยใน หรือ IPD คือ การรักษาที่ผู้ป่วยต้องนอนที่โรงพยาบาล เพื่อเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด รวมถึงการรักษาที่ซับซ้อน 4. โรงพยาบาลรัฐกับเอกชนมีแผนกต่างกันหรือไม่? โรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชนมักมีแผนกพื้นฐานคล้ายกัน เช่น OPD, IPD, ER, ห้องแล็บ และรังสี แต่จะแตกต่างกันที่ความหลากหลายของแผนกเฉพาะทาง ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาด ศักยภาพทางการแพทย์ และความเชี่ยวชาญของแต่ละโรงพยาบาล 5. แผนกเฉพาะทางจำเป็นต้องมีในทุกโรงพยาบาลหรือไม่? ทุกโรงพยาบาลไม่จำเป็นต้องมีแผนกเฉพาะทาง ขึ้นอยู่กับขนาดและศักยภาพทางการแพทย์ หากโรงพยาบาลใดไม่มีบริการแผนกเฉพาะทาง ก็จะส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญมากกว่า 6. ต้องนัดหมายล่วงหน้าก่อนเข้ารับบริการในโรงพยาบาลหรือไม่? ไม่ใช่ทุกแผนกที่ต้องนัดล่วงหน้า แต่บางแผนก เช่น รังสีขั้นสูง คลินิกเฉพาะทาง หรือการตรวจพิเศษ มักต้องนัดล่วงหน้าเพื่อบริหารคิว ปัจจุบันหลายโรงพยาบาลรองรับการนัดออนไลน์ผ่านระบบ HIS หรือแอปพลิเคชันของโรงพยาบาล MEDHIS ระบบโรงพยาบาลพร้อมโมดูลพื้นฐานครบครัน MEDHIS ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (Hospital Information System – HIS) ที่ออกแบบและพัฒนาโดย MEDcury มาพร้อมโมดูลการทำงานพื้นฐานในโรงพยาบาลที่ครบครัน รองรับการทำงานของโรงพยาบาลทุกขนาด รวมถึงสถานพยาบาลประเภทอื่น ๆ ในธุรกิจเฮลท์แคร์ มาพร้อมคุณสมบัติที่ตอบโจทย์การพัฒนา Smart Hospital ไม่ว่าจะเป็น Full EMR system  เชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยทุกแผนกด้วยระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร เพื่อให้แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์เข้าถึงข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ ลดการทำงานซ้ำซ้อนและข้อผิดพลาดในการรักษา Web-based & Cloud Native  รองรับการทำงานบนระบบ Web-based และ Cloud Native ตอบโจทย์การใช้งานของ Smart Hospital ที่ต้องการความยืดหยุ่น ปลอดภัย และรองรับการเติบโตในอนาคต Web Responsive  ออกแบบระบบให้ใช้งานได้จากทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ตโฟน เข้าถึงข้อมูลเวชระเบียนได้สะดวก ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น Paperless Transformation  เปลี่ยนผ่านสู่โรงพยาบาลไร้กระดาษ (Paperless Hospital) ด้วยระบบจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร ลดการใช้กระดาษ ลดความเสี่ยงจากการจัดเก็บเอกสารแบบเดิม และเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหา แบ่งปัน และส่งต่อข้อมูลภายในโรงพยาบาลอย่างปลอดภัย สถานพยาบาลหรือธุรกิจเฮลท์แคร์ที่กำลังมองหาระบบ HIS ที่พร้อมรองรับการเติบโตในยุคดิจิทัล และเปิดรับศักยภาพใหม่ ๆ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ทีมผู้เชี่ยวชาญจาก MEDcury ยินดีให้คำปรึกษา ทั้งด้านเทคนิคและการปรับใช้ระบบให้เข้ากับบริบทของสถานพยาบาล ติดต่อเราเพื่อพูดคุยกับทีมของเราได้โดยตรงที่ โทรศัพท์ : 063-814-4225 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์) อีเมล: sales@medcury.health   ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น Facebook:   facebook.com/medcury.health/   LinkedIn:   linkedin.com/company/medcury   YouTube:   https://www.youtube.com/@MEDcury

  • MEDcury ร่วมกับ Tree(3) ลงนามสัญญาตัวแทนจำหน่ายระบบ MEDHIS ขยายความเชื่อมั่นระบบสารสนเทศโรงพยาบาลในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

    บริษัท เมดคิวรี จำกัด ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ระบบบริหารจัดการข้อมูลสำหรับธุรกิจโรงพยาบาล จับมือลงนามสัญญาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัท ทรีทรี อินเทลลิเจนซ์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโซลูชันปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายและผู้แนะนำผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์และบริการของบริษัท เมดคิวรี จำกัด ภายใต้ระบบ MEDHIS อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ อาคารบางกอก บิสซิเนส เซ็นเตอร์ (บีบีซี) ชั้น 23 บริษัท เมดคิวรี จำกัด นำโดยคุณพวัสส์ ธนวุฒิศิรวัชร์ (ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม) คุณเอกฤทธิ์ ธรรมกุล (ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม) และคุณวัชรพันธ์ พิมลเศรษฐ์ (ผู้อำนวยการฝ่ายขาย) พร้อมด้วยบริษัท ทรีทรี อินเทลลิเจนซ์ จำกัด นำโดยคุณธนิศร์ พิริยะโภคานนท์ (กรรมการบริษัท) ร่วมลงนามสัญญาคู่ค้าเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเป้าหมายในการขยายขอบเขตการใช้งานซอฟต์แวร์ระบบ MEDHIS ไปยังธุรกิจสถานพยาบาลต่าง ๆ ภายในประเทศไทย ด้วยศักยภาพของซอฟต์แวร์ดังกล่าวและความเชี่ยวชาญในการติดตั้งระบบและการให้บริการลูกค้าของบริษัทคู่ค้า ทำความรู้จักและติดตามข้อมูลข่าวสารจาก Tree(3) ผ่านเว็บไซต์ได้ที่ www.tree3.asia เพื่อขยายความเชื่อมั่นให้ระบบสารสนเทศโรงพยาบาลในประเทศไทย (HIS) ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยทีมงานที่มีความสามารถจากบริษัท เมดคิวรี จำกัด และบริษัท ทรีทรี อินเทลลิเจนซ์ จำกัด จะช่วยผลักดันการพัฒนาซอฟต์แวร์และการติดตั้งระบบ MEDHIS ในอนาคตอย่างต่อเนื่องต่อไป ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล MEDHIS จากเมดคิวรี ระบบ MEDHIS ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (HIS) จากบริษัท เมดคิวรี มีเป้าหมายในการพัฒนาระบบสารสนเทศในโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่องให้พร้อมเข้าสู่การเป็น Smart Hospital ด้วยจำนวนโมดูลที่ครบครันในระบบ MEDHIS สำหรับการดำเนินงานในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ (Complete Core Modules for Hospital Operation) การใช้เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Medical Record) ลดการใช้กระดาษในสถานพยาบาล (Paperless Hospital) หรือการนำ AI ทางการแพทย์มาปรับใช้ในการให้บริการผู้ป่วย ฯลฯ ตอบโจทย์การดำเนินงานของบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่เคยหยุดนิ่งให้สามารถดำเนินงานต่อได้แบบไม่มีสะดุด ด้วยซอฟต์แวร์การแพทย์ที่มีประสิทธิภาพและทีมงานจากเมดคิวรีที่เข้าใจการดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลในประเทศไทยเป็นอย่างดี เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลสามารถส่งมอบการให้บริการที่ดีผ่านความเชื่อมั่นในการติดตั้งและใช้งานระบบ MEDHIS จากบริษัทเมดคิวรีและทีมงานของเราอย่างต่อเนื่อง โทรศัพท์ : 02-853-9131 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์) อีเมล : sales@medcury.health ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น Facebook: facebook.com/medcury.health/ LinkedIn: linkedin.com/company/medcury YouTube: https://www.youtube.com/@MEDcury

  • การปฏิวัติเทคโนโลยีทางการแพทย์: การใช้ API และมาตรฐาน HL7 FHIR ในการเชื่อมต่อข้อมูล

    ในปัจจุบันหลาย ๆ องค์กรได้พัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีด้านระบบข้อมูล เช่น Health Information System (HIS), Health Information Exchange (HIE) เป็นต้น หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมไปถึงแอปพลิเคชันต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนว่าสุดท้ายข้อมูลจากแต่ละเทคโนโลยีก็จะถูกนำมาใช้ควบคู่กันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของโรงพยาบาล แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้น โรงพยาบาลจะต้องเจอกับปัญหาสุดเบสิคก่อนนั่นก็คือเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้ เนื่องจากแต่ละเทคโนโลยีถูกพัฒนาขึ้นโดยคนละองค์กร แล้วโรงพยาบาลจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร วันนี้ MEDcury จะมาอธิบายให้ฟัง ตามมาดูกันเลย! เราจะสามารถเชื่อมต่อเทคโนโลยีทางการแพทย์ต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้อย่างไร ? เมื่อแต่ละระบบหรือแอปพลิเคชันถูกพัฒนาโดยคนละองค์กรเช่นนี้ เราจะทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถเชื่อมต่อและสื่อสารกันได้ด้วย Application Programming Interface หรือ API ดังนั้นไม่ว่าซอฟต์แวร์เหล่านั้นจะถูกสร้างขึ้นโดยคนละองค์กร ถูกเขียนขึ้นด้วยภาษาหรือระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกัน หรือแม้แต่อยู่กันคนละมุมโลก เราก็ยังสามารถเรียกใช้งานมันได้นั่นเอง ตัวอย่างเช่น : บริษัท A พัฒนาซอฟต์แวร์ A แต่ต้องการฟีเจอร์บางอย่างจากซอฟต์แวร์ B ของบริษัท B ที่เชี่ยวชาญและทำผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน เพื่อมาเสริมความแข็งแกร่งของซอฟต์แวร์ของตนเอง บริษัท A ก็เลยทำ API เพื่อเรียกขอบริการให้ซอฟต์แวร์ A กับซอฟต์แวร์ B เชื่อมต่อและสื่อสารกันได้นั่นเอง แค่มี API ก็สามารถเชื่อมต่อทุกเทคโนโลยีได้เลยหรือไม่ ? จริง ๆ ต้องบอกว่าทุกอย่างไม่ได้ง่ายขนาดนั้น โดยเฉพาะเมื่อต่างคนต่างสร้างซอฟต์แวร์ขึ้นมาเช่นนี้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือโครงสร้างของข้อมูลจากแต่ละเทคโนโลยีนั้นจะมีความแตกต่างกัน หากจะนำมาใช้ ผู้เรียกใช้ก็จะต้องทำการปรับแต่งโปรแกรมเพื่อดึงข้อมูลจาก API แต่ละแห่ง แล้วลองคิดดูสิว่าถ้ามีข้อมูลอยู่ 100 รูปแบบ แสดงว่าเราก็ต้องปรับถึง 100 ครั้งเลยทีเดียวเชียว และนี่ยังไม่นับกรณีมีการเปลี่ยนแปลงจาก API ต้นทางด้วยนะ ซึ่งถ้าหากเป็นแบบนี้คงยุ่งยากและใช้เวลานานมากแน่ ๆ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องใช้มาตรฐานโครงสร้างข้อมูลเข้ามาช่วย เพื่อให้ข้อมูลจากทุกฝ่ายมีโครงสร้างที่ใกล้เคียงกันมากที่สุดเมื่อส่งผ่าน API เพื่อลดภาระงานในขั้นตอนนี้ไปนั่นเอง มาตรฐานโครงสร้างข้อมูล HL7 FHIR คืออะไร ? HL7 FHIR (Fast Healthcare Interoperability Resources) คือหนึ่งในมาตรฐานสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านสุขภาพผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นมาตรฐานที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งนอกจากจะครอบคลุมถึงข้อมูลด้านการรักษาพยาบาล เช่น ประวัติผู้ป่วย ผลการวินิจฉัย ผลแล็บ นัดหมาย การสั่งยา เป็นต้น ซึ่ง HL7 FHIR ยังครอบคลุมไปถึงด้านการเงินและการจัดการของโรงพยาบาลอีกด้วย จะเห็นได้ว่าการใช้ API และมาตรฐาน HL7 FHIR เพื่อเชื่อมต่อเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้าด้วยกันนั้นเปรียบเสมือนการต่อชิ้นส่วนเลโก้เข้าด้วยกัน หากเลือกตัวต่อจากคนละเซ็ตอาจจะมีตัวที่ต่อได้ แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอยู่ดี แต่ถ้าเราใช้ทั้ง API และมาตรฐาน HL7 FHIR เทคโนโลยีทางการแพทย์ต่าง ๆ ก็จะสามารถสื่อสารระหว่างกันได้อย่างไร้รอยต่อและมีประสิทธิภาพนั่นเอง คราวหน้า MEDcury จะพาคุณไปรู้จักกับมาตรฐาน HL7 FHIR กันมากขึ้น รวมถึงเราจะมาบอกแนวทางการนำ HL7 FHIR มาประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาลด้วย เพราะฉะนั้นอย่าลืมกดติดตามเพื่อที่คุณจะได้ไม่พลาดคอนเทนต์ใหม่ ๆ จากพวกเราได้ที่ โทรศัพท์ : 02-853-9131 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์) อีเมล : sales@medcury.health  หรือกรอกแบบฟอร์ม คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น Facebook : facebook.com/medcury.health/ LinkedIn : linkedin.com/company/medcury YouTube : https://www.youtube.com/@MEDcury

  • MEDcury เปลี่ยนโฉม Centrix สู่ MEDHIS เดินหน้าสร้างระบบนิเวศสุขภาพพร้อมขยายสู่ตลาดต่างประเทศ

    MEDcury เปลี่ยนโฉม Centrix สู่ MEDHIS บริษัท เมดคิวรี จำกัด ผู้ผลิตและพัฒนา HealthTech Solutions สำหรับโรงพยาบาล ประกาศเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจาก Centrix ระบบบริหารจัดการโรงพยาบาล (Hospital Information System หรือ HIS) สู่ระบบ MEDHIS หวังสร้างระบบนิเวศสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับเป้าหมายเพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านซอฟต์แวร์สำหรับ Smart Hospital พร้อมปรับแผนธุรกิจรุกหน้าขยายตลาดในไทยและต่างประเทศ บริษัท เมดคิวรี จำกัด หรือ MEDcury ผู้ให้บริการด้านซอฟต์แวร์โรงพยาบาลที่มุ่งพัฒนาโซลูชันต่าง ๆ ให้ก้าวทันเทคโนโลยีโรงพยาบาลที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ มีเป้าหมายเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์ และยกระดับคุณภาพการให้บริการผู้ป่วย โดยปัจจุบัน MEDcury มี 3 โซลูชันหลัก ได้แก่ ระบบ MEDHIS  :  ระบบบริหารจัดการโรงพยาบาล (Hospital Information System : HIS) ระบบ MEDConnext  :  ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพระหว่างโรงพยาบาล (Hospital Information Exchange : HIE) หมอในบ้าน  :  Virtual Health Platform สำหรับบริการทางการแพทย์ออนไลน์  นายจตุพล ชวพัฒนากุล ผู้ก่อตั้ง บริษัท เมดคิวรี จำกัด กล่าวว่า “ปี 2567 เป็นต้นไป MEDcury เตรียมเดินหน้าขยายการให้บริการ HealthTech Solutions โดยเพิ่มฐานลูกค้าและพันธมิตรจากต่างประเทศให้มากขึ้น เพื่อมุ่งเน้นการเป็นผู้นำด้านผู้ให้บริการซอฟต์แวร์โรงพยาบาลที่เป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดย MEDcury หวังที่จะเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ด้านโรงพยาบาลระดับภูมิภาค (Regional Company) เพื่อเปลี่ยนอุตสาหกรรม Healthcare ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”   เป้าหมายในการขยายฐานลูกค้าและพันธมิตรทั้งในไทยและต่างประเทศ นายจตุพล กล่าวเพิ่มเติมว่า “MEDcury อยู่ระหว่างการดำเนินตามแผนกลยุทธ์ที่กำหนดไว้ ทั้งการพัฒนาโซลูชันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การเสริมกลยุทธ์การตลาดให้บริษัทเป็นที่รู้จักในวงกว้างผ่านโซลูชันที่ให้บริการ และการมองหาพันธมิตรเพื่อตอบรับความต้องการของตลาดและร่วมกันสร้างระบบนิเวศสุขภาพ (Healthcare Ecosystem) ไปด้วยกัน” MEDcury เดินหน้าสร้างระบบนิเวศสุขภาพสู่อนาคตต่อยอดจากระบบ Centrix ระบบ Centrix โซลูชันจากบริษัท ฮิวแมน เซนทริค จำกัด ได้รับความไว้วางใจจากโรงพยาบาลต่าง ๆ ในประเทศไทยมามากกว่าครึ่งทศวรรษ โดยระบบ Centrix กลายเป็นที่รู้จักในฐานะระบบบริหารจัดการโรงพยาบาล (HIS) ให้กับโรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 1 ที่ผ่านมาตรฐาน HIMSS Analytics EMRAM Stage 7 มาตรฐานสูงสุดด้านเทคโนโลยีสารสนเทศโรงพยาบาลเป็นแห่งแรกของประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2562 และเดินหน้าขยายฐานลูกค้าทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชนนับแต่นั้นเป็นต้นมา โดยปัจจุบันระบบ Centrix มีกลุ่มลูกค้าโรงพยาบาลที่ให้ความเชื่อมั่นในศักยภาพมากกว่า 20 โรงพยาบาลทั่วประเทศไทย “ด้วยความไว้วางใจอันยาวนานจากโรงพยาบาลทั่วประเทศที่มีต่อระบบ Centrix และความเชี่ยวชาญรวมถึงวิสัยทัศน์อันมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศสุขภาพของ MEDcury เรายินดีที่จะต่อยอดประสิทธิภาพการทำงานของระบบซอฟต์แวร์ของ Centrix ให้ตอบโจทย์ธุรกิจโรงพยาบาลแต่ละรูปแบบมากขึ้น และมอบความเชื่อมั่นในนามของระบบ MEDHIS เพื่อต่อยอดประสิทธิภาพของระบบ มุ่งสู่เปลี่ยนแปลงระบบนิเวศสุขภาพให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต พร้อมทั้งการร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อจำหน่ายหรือติดตั้งซอฟต์แวร์ให้กับกลุ่มลูกค้าโรงพยาบาลให้ครอบคลุมมากกว่าเดิม” นายจตุพล กล่าว การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของ บริษัท เมดคิวรี จำกัด ในการเสริมสร้างระบบนิเวศสุขภาพให้แข็งแกร่งขึ้น ผ่านโซลูชันต่าง ๆ ที่ให้บริการ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของระบบ Centrix ให้สอดคล้องกับการทำงานของโรงพยาบาลในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจโรงพยาบาลทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์สำคัญที่บริษัทฯ วางไว้ MEDHIS ระบบสารสนเทศโรงพยาบาลจาก MEDcury ระบบ MEDHIS จาก MEDcury คือโซลูชันระบบการบริหารจัดการโรงพยาบาล (HIS) ที่พัฒนาต่อยอดจากระบบ Centrix ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจโรงพยาบาลและระบบสาธารณสุขมากขึ้น มาพร้อมจำนวนโมดูลมากถึง 21 ตัวเลือก (Modules) รองรับระบบการทำงานในโรงพยาบาลแต่ละขนาด ตลอดจนการปรับปรุงระบบให้สามารถเชื่อมต่อระบบอื่น ๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ ด้วยโซลูชันจากผู้พัฒนาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น MEDConnext ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพระหว่างโรงพยาบาล และ MNB (หมอในบ้าน) แพลตฟอร์ม Virtual Health ในการบริการทางการแพทย์ออนไลน์ “MEDcury มีความยินดีและพร้อมนำเสนอระบบบริหารจัดการโรงพยาบาล MEDHIS ที่เกิดจากความตั้งใจและวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ พร้อมทั้งพันธมิตรที่มีอุดมการณ์ในการพัฒนาระบบสาธาณสุขและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยและคนทั่วโลกให้ดียิ่งขึ้น ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพและประสบการณ์ของทีมงานในการผลักดันเป้าหมายการดำเนินงานในปี 2567 เพื่อผลักดันให้ MEDcury กลายเป็น Regional Company ในอนาคตอันใกล้” นายจตุพล กล่าวทิ้งท้าย คำมั่นสัญญาของ MEDcury ในการพัฒนาอุตสาหกรรม Healthcare สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา สร้างแรงกระตุ้นให้ผู้คนทั่วโลกหันมาสนใจเรื่องโรคภัยและการดูแลสุขภาพมากขึ้น เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ จากเหล่าสตาร์ทอัป HealthTech ที่มีจำนวนเติบโตอย่างต่อเนื่องจากความต้องการบริการทางการแพทย์ที่เพิ่มสูงขึ้น การตระหนักถึงความสำคัญของระบบสาธารณสุข และการขยายตัวของธุรกิจจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ปัจจัยเหล่านี้ต่างเพิ่มความท้าท้ายและโอกาสของการเติบโตด้านธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอยู่ไม่น้อย การปรับตัวเพื่อสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงจึงกลายเป็นเรื่องที่หลาย ๆ โรงพยาบาลต้องตื่นตัวอยู่เสมอ และมองหาโซลูชันที่จะเติบโตไปพร้อมกันได้ อนาคตของ MEDcury คือสร้างความร่วมมือพันธมิตรและโรงพยาบาลทั่วโลก ด้วยความเชี่ยวชาญของทีมงานและเป้าหมายของบริษัทฯ ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการแพทย์ ทั้งการพัฒนา HealthTech Solutions ที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ระบบ MEDHIS, ระบบ MEDConnext และ Virtual Health Platform เพื่อยกระดับชีวิตของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบสาธารณสุข สนับสนุนให้โรงพยาบาลสามารถก้าวสู่การเป็น Smart Hospital และการสะท้อนขีดความสามารถที่จะขยายธุรกิจสู่ระดับสากลอย่างเต็มกำลัง เพื่อมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงอนาคตของวงการแพทย์และสร้างระบบนิเวศสุขภาพอย่างยั่งยืน สนใจนำระบบ MEDHIS เข้ามาใช้ในโรงพยาบาลของคุณ ? ท่านใดที่สนใจ ระบบ MEDHIS ในการบริหารจัดการโรงพยาบาลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากผู้เชี่ยวชาญของ MEDcury ได้ที่ โทรศัพท์ : 02-853-9131 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์) อีเมล : sales@medcury.health  หรือกรอกแบบฟอร์ม คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น Facebook : facebook.com/medcury.health/ LinkedIn : linkedin.com/company/medcury YouTube : https://www.youtube.com/@MEDcury

  • รู้จักระบบ MEDHIS ระบบที่ตอบโจทย์ความต้องการของโรงพยาบาลทุกขนาด

    จากบทความก่อนหน้านี้ ได้พูดถึงการต่อยอดระบบ Centrix สู่เป้าหมายของการพัฒนาเป็นระบบ MEDHIS อ่านบทความต่อได้ที่ MEDcury เปลี่ยนโฉม Centrix สู่ MEDHIS เดินหน้าสร้างระบบนิเวศสุขภาพพร้อมขยายสู่ตลาดต่างประเทศ และในบทความนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับระบบ MEDHIS หนึ่งในเฮลท์เทคโซลูชันจากบริษัท เมดคิวรี จำกัด พร้อมด้วยเนื้อหาต่าง ๆ ที่จะทำให้คุณเข้าใจการทำงานของระบบสารสนเทศโรงพยาบาลในชื่อ MEDHIS แบบเข้าใจง่าย MEDcury คือบริษัทอะไร ? บริษัท เมดคิวรี จำกัด หรือ MEDcury (เมดคิวรี)  ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 นำโดยผู้ก่อตั้ง นายจตุพล ชวพัฒนากุล คือบริษัทผู้ผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านการแพทย์ ที่มีเป้าหมายในการสร้างระบบนิเวศสุขภาพให้ยั่งยืนผ่านโซลูชันด้านสุขภาพ (HealthTech Solutions) เพื่อช่วยส่งเสริมการดำเนินงานของสถานพยาบาล ไม่ว่าจะเป็น การบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ การเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างระบบต่าง ๆ การยกระดับการบริการด้านสุขภาพ และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ ฯลฯ  ปัจจุบัน บริษัท เมดคิวรี จำกัด มี 4 โซลูชันพร้อมให้บริการสำหรับสถานพยาบาล ให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และสร้างโอกาสในการแข่งขันด้านธุรกิจทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้ ได้แก่ ระบบ MEDHIS  : ระบบบริหารจัดการข้อมูลโรงพยาบาล (Hospital Information System หรือระบบ HIS) สำหรับสถาพยาบาลขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ หรือสถานพยาบาลที่มีการให้บริการทั้งแบบผู้ป่วยนอก (OPD) และแบบผู้ป่วยใน (IPD) เช่น โรงพยาบาลรัฐหรือโรงพยาบาลเอกชน ระบบ MEDHIS Lite  : ระบบบริหารจัดการข้อมูลโรงพยาบาลขนาดย่อ (Lite Version) ที่จำเป็นและเพียงพอต่อการดำเนินการของสถานพยาบาลขนาดเล็กถึงขนาดกลาง หรือสถานพยาบาลที่มีการให้บริการเฉพาะผู้ป่วยนอก (OPD) เช่น คลินิกเวชกรรม คลินิกเสริมความงาม คลินิกทันตกรรม หรือคลินิกสุขภาพจิต ฯลฯ ระบบ MEDConnext  : ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพระหว่างสถานพยาบาล (Hospital Information Exchange หรือระบบ HIE) ที่มีมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพ FHIR Standard และสามารถเชื่อมต่อกับระบบ MEDHIS ได้อย่างคล่องตัว แพลตฟอร์ม Virtual Health  : บริการทางการแพทย์ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้โดยไม่ต้องอยู่แค่ในโรงพยาบาล  ระบบเหล่านี้จำเป็นแค่ไหนกับโรงพยาบาล ?   หากพูดถึงปัจจัยของประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย การเติบโตด้านเทคโนโลยี รวมทั้งการให้บริการที่เน้นผู้ป่วยเป็นหลัก (Patient-Centric) มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์รายบุคคล การเชื่อมต่อข้อมูลผู้ป่วยระหว่างสถานพยาบาลเพื่อลดภาระของผู้ป่วย และการเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพทั้งในและนอกสถานพยาบาลของผู้ป่วย ฯลฯ ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ เปิดโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า และเป็นความท้าทายของผู้บริหารสถานพยาบาลในการพิจารณาและคัดเลือกระบบโรงพยาบาลที่เหมาะสม เพื่อรองรับการเติบโตและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ ระบบ HIS ในสถานพยาบาลคืออะไร ? หากพูดถึงความหมายของระบบ HIS หลาย ๆ ท่านก็คงได้ยินคำเหล่านี้มาไม่มากก็น้อย ทั้งระบบบริหารจัดการข้อมูลโรงพยาบาล ระบบสารสนเทศในโรงพยาบาล หรือระบบสารสนเทศสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ทางการแพทย์ ที่ต่างประกอบสร้างความหมายเป็นระบบ HIS เหมือนกัน ที่เป็นหนึ่งใน ‘ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล’ ที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในแต่ละส่วนงานของสถานพยาบาลให้ราบรื่นนั่นเอง อ่านบทความต่อได้ที่ ระบบโรงพยาบาลคืออะไร ? เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการดำเนินงานสถานพยาบาล ระบบ HIS จึงเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีพื้นฐานที่ถูกนำมาใช้เพื่อยกระดับระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลและคลินิกต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย ระบบ HIS จึงเปรียบเสมือนระบบหน้าบ้าน (Front-end) ที่ดำเนินงานด้วยระบบอัตโนมัติ (Automation) ในการบริหารจัดการข้อมูลผู้ป่วย  โดยครอบคลุมการทำงานแต่ละส่วนงานตั้งแต่การลงทะเบียน การบันทึกประวัติผู้ป่วย การรักษา การจ่ายยา การชำระเงิน ฯลฯ และสามารถสนับสนุนการตัดสินใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในการรักษา การศึกษาวิจัย การจัดการคลังยา หรือการบริหารจัดการโรงพยาบาล ฯลฯ ระบบ HIS เชื่อมต่อกับระบบ EMR (Electronic Medical Record) หรือระบบการบันทึกเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อทดแทนการบันทึกด้วยลายมือและการบันทึกลงกระดาษแบบวิธีเดิม (Manual) โดยปัจจุบันถูกนำไปใช้ในการบันทึกข้อมูลผู้ป่วยอย่างแพร่หลาย และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานภายในสถานพยาบาลด้วยเช่นกัน อ่านบทความต่อได้ที่ ระบบ EMR กับ EHR ต่างกันอย่างไร ? แต่เนื่องจากสถานพยาบาลแต่ละที่แตกต่างกันไปตามขนาดธุรกิจ จำนวนเตียง และมาตรฐานขั้นตอนการทำงาน (SOP) ผู้บริหารสถานพยาบาลจึงควรพิจารณาโดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมาเป็นสำคัญ ในการคัดเลือกคุณสมบัติของระบบและการเตรียมความพร้อมของบุคลากร เพื่อให้สามารถสนับสนุนแต่ละส่วนงานอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับธุรกิจสถานพยาบาล ระบบ MEDHIS ตอบโจทย์ความต้องการของโรงพยาบาลทุกขนาด ระบบ MEDHIS ถูกพัฒนาจากระบบ Centrix โดยบริษัท MEDcury ที่มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้งาน และการพัฒนาจำนวนโมดูล (Modules) อย่างต่อเนื่องให้ครอบคลุมการดำเนินงานของสถานพยาบาลในทุก ๆ ด้าน ปัจจุบันระบบ MEDHIS แบ่งการให้บริการออกเป็น 2 รูปแบบตามขนาดธุรกิจและจำนวนโมดูล ไม่ว่าจะเป็น ระบบ MEDHIS : เหมาะสำหรับสถานพยาบาลขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ที่มีรูปแบบการให้บริการผู้ป่วยทั้งแบบผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD) มีจำนวน 21 โมดูล ครอบคลุมการดำเนินงานของโรงพยาบาลตั้งแต่การลงทะเบียน แผนกการให้บริการผู้ป่วยต่าง ๆ การบัญชี และการจ่ายยา ฯลฯ ระบบ MEDHIS Lite :  หรือระบบ MEDHIS ขนาดย่อ (Lite Version)  เหมาะสำหรับสถานพยาบาลขนาดเล็กไปจนถึงกลางหรือคลินิก ที่มีรูปแบบการให้บริการแบบผู้ป่วยนอก (OPD Clinics) โดยมีจำนวน 6 โมดูลครอบคลุมการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับระบบ MEDHIS ที่ใช้ในสถานพยาบาลขนาดใหญ่ให้กับคลินิกแต่ละประเภท เช่น คลินิกเวชกรรม คลินิกทันตกรรม คลินิกเฉพาะทางด้านต่าง ๆ คลินิกกายภาพบำบัด คลินิกสุขภาพจิต เป็นต้น ความครบครันของโมดูลในระบบ MEDHIS ที่ครอบคลุมการดำเนินงานและขั้นตอนการรักษาผู้ป่วยแบบเต็มรูปแบบ (Full Patient Journey) และยังสามารถปรับจำนวนโมดูลให้เหมาะสำหรับสถานพยาบาลขนาดเล็กลงมา ทำให้ทั้ง 2 ระบบนี้จาก MEDcury จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับสถานพยาบาลทุกขนาด และเป็นเครื่องมือที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับระบบสารสนเทศในการเพิ่มประสบการณ์ที่ดีในการให้บริการผู้ป่วย และรองรับการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการให้บริการผู้ป่วยในอนาคตได้ MEDHIS ระบบที่เข้าใจผู้ใช้งานอย่างแท้จริง การออกแบบระบบโรงพยาบาลที่เรียบง่ายน่าใช้งาน และมีขั้นตอนไม่ซับซ้อนเป็นปัจจัยสำคัญในเพิ่มความพึงพอใจให้กับผู้ใช้งาน โดยเฉพาะ ‘พยาบาล’ ที่ต้องสัมผัสกับระบบมากที่สุด เพื่อลดเวลาในการทำความเข้าใจและเรียนรู้การทำงานของระบบให้น้อยลงกว่าเดิม  ด้วยประสบการณ์การทำงานในระบบสาธารณสุขไทยมาอย่างยาวนานและพัฒนาระบบโดยทีมงานคนไทย ระบบ MEDHIS จึงคำนึงถึงความคล่องตัวในการใช้งานไว้เป็นอันดับแรกควบคู่กับความปลอดภัยของระบบ  ด้วยรูปแบบและหน้าตาของระบบที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน (User-Friendly) พร้อมรองรับการใช้งานระบบเป็นภาษาไทยแบบเต็มรูปแบบ  ทั้งนี้ MEDcury มีทีมงานที่พร้อมจัดฝึกอบรมการมใช้งานระบบทั้งรูปแบบออนไลน์และในสถานที่ (On-site) ให้กับผู้ใช้งานในทุก ๆ ส่วนงานที่เกี่ยวข้อง ที่จะช่วยคลายข้อกังวลสำหรับผู้บริหารสถานพยาบาลในการเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากร เพื่อสร้างความมั่นใจในระหว่างการใช้งานและสนับสนุนบุคลากรให้สามารถดำเนินงานแต่ละส่วนงานต่าง ๆ ผ่านระบบ MEDHIS ได้อย่างเต็มกำลัง  จุดเด่นที่ทำให้ระบบ MEDHIS เป็นระบบที่ตอบโจทย์การดำเนินงานของโรงพยาบาลในยุคนี้ คือตัวเลือกของ การทำงานผ่านระบบคลาวน์ (On-Cloud) ด้วยระบบเว็บเบส (Web-Based Systems)  ที่ช่วยให้บุคลากรในสถานพยาบาลสามารถเข้าถึงข้อมูลล่าสุดของผู้ป่วย เพียงอาศัยเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ลงอุปกรณ์ นอกจากนี้ การลดต้นทุนในการบำรุงรักษา (Maintenance) ของสถานพยาบาลหลายแห่ง ทำให้ตัวเลือกการใช้งานที่กล่าวได้รับความนิยมมากขึ้นด้วยเช่นกัน โดยจุดเด่นของการเลือกใช้รูปแบบดังกล่าว มีดังนี้ รองรับการปรับขนาดธุรกิจ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในอนาคต ระบบ On-Cloud เพิ่ม-ลดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลได้ยืดหยุ่นมากกว่า ระบบ Web-Based ที่สามารถใช้งานผ่านทางเว็บบราวเซอร์ได้ในอุปกรณ์ เช่น คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ สามารถเข้าถึงข้อมูลแบบ Real-Time พร้อมควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงตามที่กำหนดไว้ในแต่ละตำแหน่งได้ (Role-Based Access Control หรือ RBAC) ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูลผ่านการเข้ารหัสข้อมูล (Data Encryption) จุดเด่นเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนในการบำรุงรักษาเท่านั้น แต่ยังช่วยลดการลงทุนด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ รวมถึงข้อจำกัดของอุปกรณ์และซอฟต์แวร์สารสนเทศในสถานพยาบาล ไม่ว่าจะเป็น พื้นที่การเก็บข้อมูล งบประมาณ จำนวนบุคลากร หรือความเสี่ยงในการถูกโจมตีทางไซเบอร์ของระบบโรงพยาบาล ฯลฯ ให้ลดลงได้อีกด้วย ฟีเจอร์ที่น่าสนใจของระบบ MEDHIS การใช้กระดาษในสถานพยาบาลคืออีกหนึ่งต้นทุนที่อาจมองข้ามได้ยาก ทั้งค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อ ค่าหมึกพิมพ์ ค่าขนส่ง ค่าจัดเก็บเอกสาร ค่าทำลาย ฯลฯ รวมถึงข้อจำกัดเรื่องพื้นที่การจัดเก็บและความเสี่ยงในการสูญหายจากทั้งอุบัติเหตุหรือภัยธรรมชาติ และความเข้าใจผิดที่อาจเกิดจากลายมือแพทย์ในระหว่างการรักษาผู้ป่วย ระบบ MEDHIS รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลบนระบบ EMR แบบเต็มระบบ ถือเป็นหนึ่งกุญแจสำคัญที่จะช่วยเสริมเป้าหมายการเป็นโรงพยาบาลไร้กระดาษ (Paperless Hospital) หรือโรงพยาบาลสีเขียว (Green Hospital) ได้เป็นอย่างดี เพื่อช่วยลดปัจจัยทางด้านต้นทุนต่าง ๆ ที่อาจเพิ่มขึ้นจากการใช้กระดาษ และความเสี่ยงของการจัดเก็บข้อมูลและการบันทึกข้อมูลในรูปแบบเดิม นอกจากนี้ระบบ MEDHIS ยังออกแบบฟีเจอร์ที่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้ได้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ฟีเจอร์ การแปลงเสียงพูดเป็นข้อความ (Speech to Text)  ที่ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการบันทึกข้อมูล และฟีเจอร์ การถ่ายภาพและอัปโหลดภาพ (Taken Photos and Upload Images)  ที่สามารถใช้งานผ่านระบบโดยตรงได้ เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถบันทึกการวินิจฉัยหรือการรักษาได้คล่องตัวมากขึ้น และที่สำคัญคือการเพิ่มเวลาให้กับบุคลากรทางการแพทย์มีเวลาดูแลผู้ป่วยได้มากขึ้นนั่นเอง การใช้ระบบ EMR ในระบบ MEDHIS ยังสามารถรองรับการเชื่อมต่อ API กับระบบต่าง ๆ ภายในสถานพยาบาลเพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการทำงานของบุคลากรในการวินิจฉัยผู้ป่วย และลดความผิดพลาดของข้อมูลหรือผลตรวจจากระบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ระบบงานห้องฉุกเฉิน หรือ ER (Emergency Room)  ระบบที่จัดเก็บรูปภาพทางการแพทย์ หรือ PACS (Picture Archiving and Communication System)  ระบบสารสนเทศทางห้องปฎิบัติการ LIS (Laboratory Information System)  ระบบสารสนเทศด้านรังสีวิทยา หรือ RIS (Radiology Information System) MEDHIS กับความเชื่อมั่นในมาตรฐานระบบสารสนเทศ แม้ว่าการนำระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีทางการแพทย์มาใช้ในโรงพยาบาลจะเป็นสิ่งดึงดูดลูกค้า นักลงทุน หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีทักษะ แต่ก็ อาจไม่เพียงพอในการแข่งขันธุรกิจในปัจจุบันอีกต่อไป  เมื่อการใช้ระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีต้องมาพร้อมกับความมั่นใจและความน่าเชื่อถือที่มากกว่าการมีระบบเพียงอย่างเดียว มาตรฐาน HIMSS EMRAM (Electronic Medical Record Adoption Model) เป็นมาตรฐานที่ช่วยวัดประสิทธิภาพระบบสารสนเทศในโรงพยาบาล เพื่อช่วยให้สถานพยาบาลสามารถพัฒนาระบบสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นในความพร้อมของสถานพยาบาลในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยและเพิ่มขีดความสามารถในพัฒนาสู่ระดับมาตรฐานสากล ระบบ MEDHIS เป็นหนึ่งฟันเฟืองที่ช่วยผลักดันระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ ให้ได้รับการรับรอง EMRAM Stage 7 ในปี พ.ศ.2562 ถือเป็นโรงพยาบาลแห่งที่สองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามมาด้วยโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ที่ได้รับการรับรอง EMRAM Stage 7 เช่นเดียวกันในปี พ.ศ.2567 มาตรฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบ MEDHIS ในการผลักดันสถานพยาบาลให้มุ่งสู่มาตรฐานระดับประเทศและระดับสากลอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต ด้วยประโยชน์ของการใช้งานผ่านมุมมองของผู้ให้บริการที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและการรักษา การลดความผิดพลาดทางการแพทย์ การเพิ่มความสะดวกในการทำงานของบุคลากร ฯลฯ และมุมมองของผู้ใช้บริการที่จะช่วยให้ได้รับการรักษาที่รวดเร็ว เข้าถึงข้อมูลสุขภาของตนเองได้ง่ายขึ้น และความพึงพอใจในการใช้บริการสถานพยาบาล ฯลฯ ทำไมต้องใช้ระบบ MEDHIS ? การดำเนินงานในโรงพยาบาลหรือคลินิกไม่ใช่แค่การบริการผู้ป่วย แต่ยังต้องมีการจัดการระบบอย่างมีระเบียบเพื่อให้การให้บริการผู้ป่วยเป็นไปอย่างราบรื่นตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลใหญ่หรือคลินิกขนาดเล็กต่างก็จำเป็นต้องมีระบบการจัดการอย่างระบบ HIS ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์อย่างมีประสิทธิภาพ หากกำลังมองหาระบบ HIS พร้อมผู้เชี่ยวชาญและทีมซัพพอร์ตลูกค้า (Customer Support) ที่พร้อมให้คำปรึกษา ดูแล แก้ปัญหาให้กับผู้ใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง MEDcury เราพร้อมให้บริการโซลูชันอย่างระบบ MEDHIS และระบบ MEDHIS Lite ระบบบริหารจัดการข้อมูลโรงพยาบาลที่รองรับการทำงานของสถานพยาบาลทุกขนาด ด้วยความเชื่อมั่นของลูกค้าโรงพยาบาลชั้นนำกว่า 30 โรงพยาบาลและ 50 คลินิกทั่วประเทศไทย และฐานข้อมูลผู้ป่วยภายใต้การดูแลกว่า 3.5 ล้านราย (HN) ด้วยความมุ่งมั่นของบริษัท เมดคิวรี จำกัด ที่จะพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยและระบบนิเวศสุขภาพให้แข็งแกร่งและยั่งยืน ผ่านการพัฒนาระบบและปรับปรุงระบบอยู่เสมอเพื่อให้สามารถตอบโจทย์การทำงานของสถานพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงโอกาสของการเชื่อมต่อและการบูรณาการกับระบบต่าง ๆ ในการรองรับความต้องการของตลาดด้านสุขภาพ เพื่อช่วยให้สถานพยาบาลของท่านสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและมุ่งสู่การสร้างระบบนิเวศสุขภาพอย่างยั่งยืนต่อไป ท่านใดที่สนใจปรึกษาระบบ MEDHIS และ MEDHIS Lite สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากผู้เชี่ยวชาญของ MEDcury ได้ที่ โทรศัพท์ : 02-853-9131 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์) อีเมล : sales@medcury.health หรือกรอกแบบฟอร์ม คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น Facebook : facebook.com/medcury.health/ LinkedIn : linkedin.com/company/medcury YouTube : https://www.youtube.com/@MEDcury   #ระบบโรงพยาบาล #HIS #HMS #ระบบHIS #ระบบHMS #MEDcury #MEDHIS #MEDconnext #Centrix

bottom of page