
ผลลัพธ์การค้นหา
ค้นหาในเว็บไซต์นี้
พบผลการค้นหา 69 รายการ
- แผนกในโรงพยาบาลมีอะไรบ้าง? รวมหน้าที่และการทำงานของแต่ละแผนก
ทำความรู้จักแผนกในโรงพยาบาลทั้งหมด ตั้งแต่แผนกดูแลผู้ป่วย แผนกเฉพาะทาง ไปจนถึงแผนกวินิจฉัยและสนับสนุนการรักษา Table of Contents แผนกในโรงพยาบาลมีอะไรบ้าง? แผนกที่ดูแลผู้ป่วยโดยตรง แผนกการแพทย์เฉพาะทาง แผนกวินิจฉัยและสนับสนุนการรักษา ทำไมคนไข้ถึงควรรู้จักแผนกในโรงพยาบาล? คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแผนกในโรงพยาบาล Key Takeaways แผนกในโรงพยาบาลประกอบด้วยแผนกที่ดูแลผู้ป่วยโดยตรง เช่น แผนกผู้ป่วยนอก (OPD) แผนกผู้ป่วยใน (IPD) รวมถึงการดูแลผู้ป่วยภาวะฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุใน ER และดูแลผู้ป่วยอาการรุนแรงใน ICU ซึ่งแผนกกลุ่มนี้ทำหน้าที่ประเมินอาการ ให้การรักษา และเฝ้าติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาล นอกจากแผนกที่รักษาโดยตรงแล้ว โรงพยาบาลยังมีแผนกการแพทย์เฉพาะทาง ที่ดูแลผู้ป่วยเฉพาะโรคหรือเฉพาะระบบอวัยวะ เช่น กุมารเวชกรรม สูตินรีเวช จักษุ อายุรกรรม หูคอจมูก และจิตเวช รวมถึงแผนกที่สนับสนุนการวินิจฉัยและดูแลรักษา เช่น รังสี เภสัชกรรม ห้องปฏิบัติการ ศัลยกรรม วิสัญญี และเวชศาสตร์ฟื้นฟู ซึ่งช่วยให้การดูแลรักษาแม่นยำยิ่งขึ้น โรงพยาบาลประกอบด้วยหลายแผนกที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การดูแลรักษาผู้ป่วยเป็นไปอย่างครบวงจร ตั้งแต่การตรวจคัดกรอง การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟู ซึ่งแต่ละแผนกล้วนมีบทบาทและความสำคัญต่อคุณภาพการให้บริการทางการแพทย์ MEDcury จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับแผนกในโรงพยาบาล พร้อมทำความเข้าใจหน้าที่ของแผนกต่าง ๆ เพื่อลดความสับสน ทำให้การเข้าใช้บริการที่โรงพยาบาลสะดวกรวดเร็วมากขึ้น แผนกในโรงพยาบาลมีอะไรบ้าง? แผนกในโรงพยาบาล ขอบเขตการทำงาน แผนกผู้ป่วยนอก (OPD) การตรวจรักษาแบบไม่ต้องนอนโรงพยาบาล เป็นจุดเริ่มต้นของการประเมินอาการและพบแพทย์ แผนกผู้ป่วยใน (IPD) ดูแลผู้ป่วยที่ต้องนอนพักรักษา เฝ้าติดตามอาการ 24 ชม. พร้อมดูแลหลังผ่าตัดหรือรักษาโรคที่ต้องดูแลต่อเนื่อง แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน (ER) รับผู้ป่วยฉุกเฉินและอุบัติเหตุ ประเมินอาการเร่งด่วน ให้การรักษาเพื่อช่วยชีวิตทันที แผนกผู้ป่วยหนัก (ICU) ดูแลผู้ป่วยอาการรุนแรง ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทางและการเฝ้าระวังใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง แผนกกุมารเวชกรรม (Pediatrics) ดูแลรักษาเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึงวัยรุ่น รวมถึงพัฒนาการ วัคซีน และโรคเฉพาะในเด็ก แผนกสูตินรีเวชกรรม (Obstetrics–Gynecology) ดูแลการตั้งครรภ์ คลอดบุตร โรคสตรี และสุขภาพระบบสืบพันธุ์หญิง แผนกจักษุ (Ophthalmology) ตรวจรักษาโรคตา ผ่าตัดต้อกระจก ภาพพร่ามัว และภาวะผิดปกติของดวงตา แผนกอายุรกรรม (Internal Medicine) ดูแลโรคระบบอวัยวะภายใน เช่น หัวใจ ปอด ไต เบาหวาน และโรคเรื้อรังต่าง ๆ แผนกหู คอ จมูก (ENT) รักษาโรคเกี่ยวกับการได้ยิน ไซนัส การหายใจ กล่องเสียง และความผิดปกติของศีรษะและคอ แผนกจิตเวช (Psychiatry) ดูแลสุขภาพจิต อารมณ์ พฤติกรรม ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และให้คำปรึกษาทางจิตใจ แผนกรังสี (Radiology) ถ่ายภาพทางการแพทย์ เช่น X-ray, CT, MRI เพื่อช่วยวินิจฉัยโรค แผนกเภสัชกรรม (Pharmaceutical ) จ่ายยา ตรวจสอบใบสั่งยา ให้คำแนะนำการใช้ยา และดูแลคลังยา แผนกห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ (Laboratory) ตรวจเลือด ปัสสาวะ ชิ้นเนื้อ และวิเคราะห์ผลเพื่อสนับสนุนการวินิจฉัย แผนกศัลยกรรม (Surgery) รักษาด้วยการผ่าตัดทั้งทั่วไปและเฉพาะทาง พร้อมดูแลก่อน–หลังผ่าตัด แผนกวิสัญญี (Anesthesia) ให้ยาชา ยาสลบ ควบคุมการระงับความเจ็บปวดและความปลอดภัยระหว่างผ่าตัด แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู (Physical Therapy) ฟื้นฟูความสามารถในการเคลื่อนไหว บำบัดหลังผ่าตัด อุบัติเหตุ หรือโรคเรื้อรัง 1. แผนกที่ดูแลผู้ป่วยโดยตรง 1.1 แผนกผู้ป่วยนอก (OPD) แผนกผู้ป่วยนอก หรือ Outpatient Department (OPD) เป็นจุดเริ่มต้นของการรับบริการในโรงพยาบาล ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมาที่แผนก OPD เพื่อพบแพทย์ ตรวจวินิจฉัย รับยา และกลับบ้านได้ จึงต้องมีระบบจัดการผู้ป่วยตั้งแต่ลงทะเบียนจนถึงการนัดหมายติดตามผล ทำให้เป็นแผนกที่ต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรองรับจำนวนผู้ป่วยจำนวนมากในแต่ละวัน ลงทะเบียนผู้ป่วยใหม่และผู้ป่วยเก่า พร้อมจัดทำเวชระเบียน คัดกรองอาการเบื้องต้น ตรวจวัดสัญญาณชีพ ให้บริการแพทย์ตรวจรักษาในสาขาต่าง ๆ ส่งต่อผู้ป่วยไปยังแผนก Lab รังสี หรือคลินิกเฉพาะทาง นัดหมายติดตามผล หรือรับยาเพิ่มเติม 1.2 แผนกผู้ป่วยใน (IPD) แผนกผู้ป่วยใน หรือ Inpatient Department (IPD) เป็นแผนกที่รองรับผู้ป่วยที่ต้องแอดมิดหรือนอนค้างคืนที่โรงพยาบาล หรือติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เช่น ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ โรงเรื้อรัง การผ่าตัดใหญ่ ไปจนถึงผู้ป่วยที่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่น การใช้เครื่องช่วยหายใจ โดยการแอดมิตนั้นจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ผู้ให้การรักษา ซึ่งผู้ป่วยจะได้พบก่อนที่แผนก OPD ดูแล ติดตามอาการ และพยาบาลผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง ติดตามอาการและรายงานแพทย์เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง จัดยาและให้ยาตามแผนการรักษา ประสานงานกับแผนกอื่น เช่น รังสี เภสัชกรรม และกายภาพบำบัด ให้คำแนะนำผู้ป่วยและญาติ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนกลับบ้าน 1.3 แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน (ER) แผนก ER เป็นหัวใจสำคัญสำหรับกรณีฉุกเฉินที่ต้องการการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที บุคลากรต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลาเพื่อดูแลผู้ป่วยอาการวิกฤต เช่น อุบัติเหตุรุนแรง อาการหัวใจวาย หรือโรคเฉียบพลัน โดยใช้ การประเมินแบบ Triage เพื่อจัดลำดับความจำเป็นในการรักษา รับผู้ป่วยอุบัติเหตุและโรคฉุกเฉินทุกชนิดตลอด 24 ชั่วโมง ทำ Triage เพื่อจัดระดับความรุนแรงของอาการ ตรวจวินิจฉัยเบื้องต้นและส่งต่อไป ICU หรือ OR ประสานงานกับทีมศัลยกรรมและแผนกเร่งด่วนอื่น ๆ เกร็ดน่ารู้: การประเมินแบบ Triage คือกระบวนการคัดแยกผู้ป่วยตามระดับความเร่งด่วน โดยตรวจสอบเบื้องต้น และจัดกลุ่มตามสี เพื่อจัดลำดับการรักษาให้เหมาะสมกับความรุนแรงของอาการ 1.4 แผนกผู้ป่วยหนัก (Intensive Care Unit) หรือ ICU ICU (Intensive Care Unit) คือแผนกที่ดูแลผู้ป่วยอาการหนัก ที่ต้องเฝ้าระวังสัญญาณชีพและระบบการทำงานของร่างกายอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เครื่องมือขั้นสูง เช่น เครื่องช่วยหายใจ เครื่องติดตามสัญญาณชีพ ติดตามระดับออกซิเจน และข้อมูลต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการรักษา เพื่อควบคุมและติดตามอาการอย่างละเอียด ดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะวิกฤตหรือเสี่ยงต่อการทรุดหนัก ใช้ระบบเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ปรับการรักษาแบบทันที เช่น ปรับเครื่องช่วยหายใจหรือยากระตุ้น ประสานงานกับแพทย์เฉพาะทางหลายสาขา ดูแลและป้องกันภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยวิกฤต 2. แผนกการแพทย์เฉพาะทาง 2.1 แผนกกุมารเวชกรรม (Pediatrics Department) แผนกกุมารเวชกรรม คือแผนกที่ดูแลเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 15 ปี ครอบคลุมทั้งการดูแลสุขภาพทั่วไป การส่งเสริมพัฒนาการ ไปจนถึงการรักษาโรคเฉพาะทาง โดยแผนกกุมารเวชกรรมจะอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นพิเศษ เพราะเด็กมีระบบร่างกายที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ จึงต้องประเมินและดูแลอย่างละเอียด ตรวจรักษาโรคทั่วไปและโรคเฉพาะในเด็ก ฉีดวัคซีนและติดตามพัฒนาการ ประเมินปัญหาการเติบโต ภูมิแพ้ หอบหืด หรือโรคติดเชื้อ ให้คำปรึกษาผู้ปกครองด้านการเลี้ยงดูและสุขภาพเด็ก ประสานการรักษาเด็กที่มีโรคเรื้อรังหรือภาวะซับซ้อน 2.2 แผนกสูตินรีเวชกรรม (Obstetrics & Gynecology Department) แผนกสูตินรีเวชกรรม ดูแลสุขภาพสตรีตั้งแต่วัยเจริญพันธุ์ ตั้งครรภ์ ไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน ให้บริการรับฝากครรภ์ การคลอด การตรวจภายใน รักษาโรคระบบสืบพันธุ์สตรี รวมถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก นอกจากนี้ยังมีบริการรักษาภาวะมีบุตรยากในบางโรงพยาบาลด้วย ตรวจครรภ์ ติดตามสุขภาพแม่และทารก ทำคลอดทั้งแบบธรรมชาติและผ่าตัดคลอด ตรวจรักษาโรคสตรี เช่น ซีสต์ เนื้องอก มะเร็งปากมดลูก ตรวจภาวะมีบุตรยากและให้คำปรึกษา เกร็ดน่ารู้: คนข้าม เพศสามารถเข้ารับบริการทางสุขภาพที่แผนกสูตินรีเวชกรรมได้หลากหลายด้าน เช่น การรับฮอร์โมนเพื่อยืนยันเพศสภาพอย่างปลอดภัย การผ่าตัดเพื่อยืนยันเพศสภาพ 2.3 แผนกจักษุ (Ophthalmology Department) แผนกจักษุเป็นแผนกที่ให้บริการตรวจรักษาความผิดปกติของดวงตา ตั้งแต่ภาวะสายตาผิดปกติ อุบัติเหตุที่เกี่ยวกับดวงตา โรคร้ายแรง เช่น ต้อหินหรือจอประสาทตาหลุดลอก ไปจนถึงการผ่าตัดเฉพาะทาง เช่น ผ่าตัดต้อกระจก การยิงเลเซอร์รักษาโรคตา การเลสิก ถือเป็นแผนกที่ต้องใช้ทักษะขั้นสูง เครื่องมือและเทคโนโลยีขั้นสูง ตรวจวินิจฉัยโรคตาและคัดกรองความผิดปกติ ผ่าตัดต้อกระจก เลเซอร์ตา และหัตถการเฉพาะทาง ประเมินสายตาและออกใบสั่งแว่น ติดตามโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวานขึ้นตา ดูแลผู้ป่วยภาวะฉุกเฉิน เช่น สิ่งแปลกปลอมเข้าตา 2.4 แผนกอายุรกรรม (Medicine Department) แผนกอายุรกรรม คือ แผนกที่ดูแลโรคระบบอวัยวะภายในเกือบทั้งหมด ให้การรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะซับซ้อนหรือหลายโรคร่วมกัน เช่น หัวใจ ปอด ไต เบาหวาน และโรคติดเชื้อต่าง ๆ แพทย์อายุรกรรมจะต้องวิเคราะห์รายละเอียดจากข้อมูลห้องปฏิบัติการ ผลแล็บและภาพเอกซ์เรย์ โดยแผนกนี้ยังแบ่งเป็นสาขาย่อยได้อีก เช่น อายุรกรรมหัวใจ อายุรกรรมไต อายุรกรรมต่อมไร้ท่อ ประเมินผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนหลายระบบ จัดการโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ประสานการดูแลกับ ICU หรือแผนก IPD ตามอาการ ติดตามผลตรวจเลือดและภาพวินิจฉัยเพื่อวางแผนรักษา 2.5 แผนกหู คอ จมูก (Ear nose and throat Department) แผนกหู คอ จมูก เป็นแผนกที่ดูแลเรื่องการได้ยิน การหายใจ การพูด ปัญหาด้านโครงสร้างของศีรษะและคอ รวมไปถึงภาวะเวียนศีรษะและการทรงตัว ผู้ป่วยอาจเป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ การรักษาครอบคลุมตั้งแต่โรคติดเชื้อเล็กน้อยถึงการผ่าตัดซับซ้อน เช่น ผ่าตัดไซนัส ตรวจรักษาโรคหู เช่น การติดเชื้อ ปัญหาการได้ยินลดลง ดูแลโรคเกี่ยวกับจมูกและไซนัส รวมถึงผ่าตัดไซนัส รักษาโรคคอ กล่องเสียง ภาวะเสียงแหบ ประเมินอาการเวียนศีรษะและโรคเกี่ยวกับการทรงตัว ตรวจวินิจฉัยด้วยกล้องส่องและอุปกรณ์เฉพาะทาง 2.6 แผนกจิตเวช (Psychology Department) แผนกจิตเวชเป็นแผนกที่ดูแลรักษาปัญหาสุขภาพจิต เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคไบโพลาร์ รวมถึงปัญหาพฤติกรรม การเสพติด และความเครียดเรื้อรัง โดยแพทย์จะให้การรักษาหลายแบบ ทั้งการให้ยา จิตบำบัด ให้คำปรึกษา หรือใช้กิจกรรมบำบัด โดยมีนักจิตบำบัดทำงานร่วมด้วย เพื่อออกแบบการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละบุคคล ประเมินสภาพจิตใจและวินิจฉัยโรค ให้คำปรึกษาครอบครัวและผู้ดูแล ให้การบำบัดรายบุคคลหรือแบบกลุ่ม ติดตามการใช้ยาและการตอบสนองต่อการรักษา ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ ดูแลปัญหาาทางพฤติกรรม เช่น ปัญหาความสัมพันธ์ ปัญหาก้าวร้าว ปัญหาติดการพนัน 3. แผนกวินิจฉัยและสนับสนุนการรักษา 3.1 แผนกรังสี (Radiology Department) แผนกรังสีทำหน้าที่ตรวจวินิจฉัยความผิดปกติในร่างกายด้วยเครื่องมือที่แม่นยำสูงและภาพถ่ายรังสี เช่น เอกซเรย์ (X-ray) ซีทีสแกน (CT Scan) เอ็มอาร์ไอ (MRI) และอัลตราซาวด์ (Ultrasound) โดยมีรังสีแพทย์ให้คำปรึกษาด้านการวิเคราะห์ภาพและสื่อสารกับแพทย์เจ้าของไข้ ถ่ายภาพวินิจฉัยทุกประเภท เช่น ภาพเอกซเรย์ทั่วไป แมมโมแกรม (Mammography) อัลตราซาวด์ (Ultrasound) ซีทีสแกน (CT Scan) การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) วิเคราะห์ภาพและรายงานผล ประสานงานกับแพทย์เฉพาะทางเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ควบคุมการรับรังสีเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ให้บริการหัตถการภายใต้ภาพนำทาง เช่น CT-guided biopsy 3.2 แผนกเภสัชกรรม (Pharmaceutical Department) แผนกเภสัชกรรมดูแลด้านยาและเวชภัณฑ์ จัดซื้อ จัดหา จ่ายยาให้กับผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ไปจนถึงงานบริหารควบคุมการใช้ยาและเวชภัณฑ์ในแผนกต่าง ๆ ของโรงพยาบาล เพื่อรักษามาตรฐานและความปลอดภัยด้านยา ป้องกันความเสี่ยง ลดโอกาสที่ผู้ป่วยจะได้รับยาคลาดเคลื่อน จ่ายยาให้ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน และแผนกอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบความถูกต้องของใบสั่งยา ให้คำแนะนำการใช้ยาและผลข้างเคียง ควบคุมคุณภาพยาและบริหารจัดการคลังยา ติดตามการใช้ยาและเวชภัณฑ์ในโรงพยาบาลและป้องกันความคลาดเคลื่อน 3.3 แผนกห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ (Laboratory Department) แผนกห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ เป็นแผนกที่ตรวจวิเคราะห์สิ่งส่งตรวจต่าง ๆ เช่น ปัสสาวะ ชิ้นเนื้อ เนื้อเยื่อ เพื่อสนับสนุนการวินิจฉัยโรค ตรวจหาความเสี่ยงโรค และติดตามประเมินผลข้างเคียงจากการรักษา โดยแผนนี้ยังแบ่งออกเป็นหลายสาขา เช่น เคมีคลินิก (Clinical Chemistry) โลหิตวิทยาคลินิก (Clinical Hematology) พิษวิทยาคลินิก (Clinical Toxicology) ตรวจเลือดและสารชีวภาพหลากหลายประเภท เช่น เลือด ปัสสาวะ อุจจาระ สารคัดหลั่ง ตรวจหาการติดเชื้อและโรคเฉพาะทาง วิเคราะห์ผลและรายงานต่อแพทย์ ควบคุมคุณภาพเครื่องมือและกระบวนการตรวจ 3.4 แผนกศัลยกรรม (Surgical Department) แผนกศัลยกรรมดูแลการผ่าตัด ทั้งผ่าตัดเล็กและผ่าตัดใหญ่ รวมถึงโรคที่ต้องใช้การรักษาด้วยการผ่าตัดเป็นหลัก เช่น ไส้ติ่ง เนื้องอก หรืออุบัติเหตุ โดยศัลยแพทย์จะทำงานร่วมกับห้องผ่าตัด ห้องพักฟื้น และแผนกวิสัญญี เพื่อให้การผ่าตัดปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ตรวจประเมินสภาพผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดอย่างละเอียด ก่อนวางแผนการรักษา วางแผนการผ่าตัดร่วมกับแพทย์เฉพาะทาง วิสัญญี พยาบาลห้องผ่าตัด ติดตามอาการหลังผ่าตัดอย่างใกล้ชิด ประเมินอาการปวด อาการแทรกซ้อน ประสานงานกับหอผู้ป่วยหรือ ICU เพื่อเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องและดูแลอย่างเหมาะสม 3.5 แผนกวิสัญญี (Department of Anesthesia) แผนกวิสัญญีดูแลการให้ยาชา ยาสลบ และควบคุมการระงับความรู้สึกของผู้ป่วยในระหว่างผ่าตัด ทีมวิสัญญีต้องดูแลสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน รวมถึงการดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัดในห้องพักฟื้น และการระงับปวดในกรณีเฉพาะ ประเมินผู้ป่วยก่อนการดมยา ให้ยาชาเฉพาะที่ ยาบล็อกหลัง และยาสลบ เฝ้าติดตามสัญญาณชีพระหว่างผ่าตัด ดูแลผู้ป่วยในห้องพักฟื้น บริหารจัดการอาการปวดหลังผ่าตัดทั้งระยะสั้นและระยะยาว ประสานงานกับศัลยแพทย์และทีม ICU กรณีผู้ป่วยความเสี่ยงสูง 3.6 แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู (Physical Therapy Department) แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู คือ แผนกที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเคลื่อนไหวร่างกาย และใช้ชีวิตประจำวันได้หลังจากเจ็บป่วย อุบัติเหตุ หรือผ่าตัด โดยอาศัยวิธีการฟื้นฟูหลากหลายแบบ เช่น การทำกายภาพ การใช้เครื่องมือไฟฟ้ากายภาพ โดยการทำกายภาพบำบัดมีบทบาทสำคัญในกลุ่มโรคกระดูกและข้อ ระบบประสาท และผู้ป่วยหลังผ่าตัดใหญ่ ประเมินความสามารถด้านการเคลื่อนไหวและจุดอ่อนของผู้ป่วย จัดโปรแกรมกายภาพแบบรายบุคคลตามโรคและความรุนแรง แนะนำการใช้เครื่องช่วยเดินและอุปกรณ์ช่วยเหลือ ดูแลผู้ป่วยโรคระบบประสาท เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคพาร์กินสัน ฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัด เช่น เปลี่ยนข้อเข่า กระดูกหัก ทำไมคนไข้ถึงควรรู้จักแผนกในโรงพยาบาล? 1. ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น เมื่อผู้ป่วยรู้จักแผนกในโรงพยาบาลแล้ว จะช่วยให้เข้ารับบริการได้จุดตั้งแต่แรก ลดเวลาการค้นหาข้อมูลหรือไปผิดแผนก โดยเฉพาะในกรณีฉุกเฉินหรือมีอาการเจ็บป่วยเฉพาะทาง ผู้ป่วยจะไปยังแผนกที่ถูกต้องได้ทันที ทำให้เริ่มต้นการรักษาได้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งยังช่วยลดความแออัดในแผนกอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องอีกด้วย 2. ลดความสับสนเมื่อต้องเข้ารับบริการ ผู้ป่วยหลายคนมักสับสนเมื่อเข้าโรงพยาบาล เพราะไม่รู้ว่าแผนกไหนดูแลเรื่องอะไร การทำความรู้จักแผนกโรงพยาบาลไว้ก่อน จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้ลำดับขั้นตอน เช่น ต้องพบแพทย์ก่อนตรวจเลือด หรือจำเป็นต้องไปจุดคัดกรองก่อนเข้าห้องตรวจ นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจระบบการบริการ เช่น ทำไมบางแผนกต้องนัดล่วงหน้า หรือทำไมบางแผนกต้องใช้ผลตรวจประกอบ จึงทำให้ประสบการณ์การเข้ารับบริการราบรื่นขึ้นและลดความกังวลได้ 3. ประสานงานหรือส่งต่อได้ราบรื่นขึ้น การรักษาในโรงพยาบาลมักเกี่ยวข้องกับหลายแผนก ตั้งแต่การวินิจฉัย การตรวจเพิ่มเติม ไปจนถึงการรักษาเฉพาะทาง หากผู้ป่วยรู้จักหน้าที่ของแต่ละแผนก จะทำให้การประสานงานระหว่างผู้ป่วย–เจ้าหน้าที่เป็นไปแบบไม่ติดขัด และเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วยในภาพรวม คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแผนกในโรงพยาบาล 1.ไม่แน่ใจว่าป่วยเป็นอะไร ควรไปแผนกไหนดี? หากไม่ทราบว่าอาการป่วยเกี่ยวข้องกับระบบใด ควรเริ่มที่แผนกผู้ป่วยนอก (OPD) หรือจุดคัดกรองเพื่อประเมินอาการก่อน และให้เจ้าหน้าที่ส่งต่อไปยังแผนกที่เหมาะสม หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ชัก หรือเลือดออกมาก ควรไปที่แผนกฉุกเฉิน (ER) ทันที 2. ผู้ป่วยใหม่ต้องทำอย่างไร? เริ่มจากการลงทะเบียนที่เวชระเบียนเพื่อสร้างข้อมูลผู้ป่วย จากนั้นเข้าสู่การคัดกรองและพบแพทย์ตามอาการ เจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกเรื่องการตรวจเพิ่มเติม เช่น แล็บหรือเอกซเรย์ ให้ครบขั้นตอน ก่อนจ่ายยาและทำการรักษา รวมถึงนัดหมายติดตามผลต่อไป 3. แผนกผู้ป่วยนอก (OPD) ต่างจากแผนกผู้ป่วยใน (IPD) อย่างไร? แผนกผู้ป่วยนอกหรือ OPD คือ แผนกที่ผู้ป่วยเข้ารับการวินิจฉัย รักษา และกลับบ้านได้ ส่วนแผนกผู้ป่วยใน หรือ IPD คือ การรักษาที่ผู้ป่วยต้องนอนที่โรงพยาบาล เพื่อเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด รวมถึงการรักษาที่ซับซ้อน 4. โรงพยาบาลรัฐกับเอกชนมีแผนกต่างกันหรือไม่? โรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชนมักมีแผนกพื้นฐานคล้ายกัน เช่น OPD, IPD, ER, ห้องแล็บ และรังสี แต่จะแตกต่างกันที่ความหลากหลายของแผนกเฉพาะทาง ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาด ศักยภาพทางการแพทย์ และความเชี่ยวชาญของแต่ละโรงพยาบาล 5. แผนกเฉพาะทางจำเป็นต้องมีในทุกโรงพยาบาลหรือไม่? ทุกโรงพยาบาลไม่จำเป็นต้องมีแผนกเฉพาะทาง ขึ้นอยู่กับขนาดและศักยภาพทางการแพทย์ หากโรงพยาบาลใดไม่มีบริการแผนกเฉพาะทาง ก็จะส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญมากกว่า 6. ต้องนัดหมายล่วงหน้าก่อนเข้ารับบริการในโรงพยาบาลหรือไม่? ไม่ใช่ทุกแผนกที่ต้องนัดล่วงหน้า แต่บางแผนก เช่น รังสีขั้นสูง คลินิกเฉพาะทาง หรือการตรวจพิเศษ มักต้องนัดล่วงหน้าเพื่อบริหารคิว ปัจจุบันหลายโรงพยาบาลรองรับการนัดออนไลน์ผ่านระบบ HIS หรือแอปพลิเคชันของโรงพยาบาล MEDHIS ระบบโรงพยาบาลพร้อมโมดูลพื้นฐานครบครัน MEDHIS ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (Hospital Information System – HIS) ที่ออกแบบและพัฒนาโดย MEDcury มาพร้อมโมดูลการทำงานพื้นฐานในโรงพยาบาลที่ครบครัน รองรับการทำงานของโรงพยาบาลทุกขนาด รวมถึงสถานพยาบาลประเภทอื่น ๆ ในธุรกิจเฮลท์แคร์ มาพร้อมคุณสมบัติที่ตอบโจทย์การพัฒนา Smart Hospital ไม่ว่าจะเป็น Full EMR system เชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยทุกแผนกด้วยระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร เพื่อให้แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์เข้าถึงข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ ลดการทำงานซ้ำซ้อนและข้อผิดพลาดในการรักษา Web-based & Cloud Native รองรับการทำงานบนระบบ Web-based และ Cloud Native ตอบโจทย์การใช้งานของ Smart Hospital ที่ต้องการความยืดหยุ่น ปลอดภัย และรองรับการเติบโตในอนาคต Web Responsive ออกแบบระบบให้ใช้งานได้จากทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ตโฟน เข้าถึงข้อมูลเวชระเบียนได้สะดวก ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น Paperless Transformation เปลี่ยนผ่านสู่โรงพยาบาลไร้กระดาษ (Paperless Hospital) ด้วยระบบจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร ลดการใช้กระดาษ ลดความเสี่ยงจากการจัดเก็บเอกสารแบบเดิม และเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหา แบ่งปัน และส่งต่อข้อมูลภายในโรงพยาบาลอย่างปลอดภัย สถานพยาบาลหรือธุรกิจเฮลท์แคร์ที่กำลังมองหาระบบ HIS ที่พร้อมรองรับการเติบโตในยุคดิจิทัล และเปิดรับศักยภาพใหม่ ๆ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ทีมผู้เชี่ยวชาญจาก MEDcury ยินดีให้คำปรึกษา ทั้งด้านเทคนิคและการปรับใช้ระบบให้เข้ากับบริบทของสถานพยาบาล ติดต่อเราเพื่อพูดคุยกับทีมของเราได้โดยตรงที่ โทรศัพท์ : 063-814-4225 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์) อีเมล: sales@medcury.health ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น Facebook: facebook.com/medcury.health/ LinkedIn: linkedin.com/company/medcury YouTube: https://www.youtube.com/@MEDcury
- MEDcury ร่วมกับ Tree(3) ลงนามสัญญาตัวแทนจำหน่ายระบบ MEDHIS ขยายความเชื่อมั่นระบบสารสนเทศโรงพยาบาลในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
บริษัท เมดคิวรี จำกัด ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ระบบบริหารจัดการข้อมูลสำหรับธุรกิจโรงพยาบาล จับมือลงนามสัญญาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัท ทรีทรี อินเทลลิเจนซ์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโซลูชันปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายและผู้แนะนำผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์และบริการของบริษัท เมดคิวรี จำกัด ภายใต้ระบบ MEDHIS อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ อาคารบางกอก บิสซิเนส เซ็นเตอร์ (บีบีซี) ชั้น 23 บริษัท เมดคิวรี จำกัด นำโดยคุณพวัสส์ ธนวุฒิศิรวัชร์ (ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม) คุณเอกฤทธิ์ ธรรมกุล (ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม) และคุณวัชรพันธ์ พิมลเศรษฐ์ (ผู้อำนวยการฝ่ายขาย) พร้อมด้วยบริษัท ทรีทรี อินเทลลิเจนซ์ จำกัด นำโดยคุณธนิศร์ พิริยะโภคานนท์ (กรรมการบริษัท) ร่วมลงนามสัญญาคู่ค้าเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเป้าหมายในการขยายขอบเขตการใช้งานซอฟต์แวร์ระบบ MEDHIS ไปยังธุรกิจสถานพยาบาลต่าง ๆ ภายในประเทศไทย ด้วยศักยภาพของซอฟต์แวร์ดังกล่าวและความเชี่ยวชาญในการติดตั้งระบบและการให้บริการลูกค้าของบริษัทคู่ค้า ทำความรู้จักและติดตามข้อมูลข่าวสารจาก Tree(3) ผ่านเว็บไซต์ได้ที่ www.tree3.asia เพื่อขยายความเชื่อมั่นให้ระบบสารสนเทศโรงพยาบาลในประเทศไทย (HIS) ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยทีมงานที่มีความสามารถจากบริษัท เมดคิวรี จำกัด และบริษัท ทรีทรี อินเทลลิเจนซ์ จำกัด จะช่วยผลักดันการพัฒนาซอฟต์แวร์และการติดตั้งระบบ MEDHIS ในอนาคตอย่างต่อเนื่องต่อไป ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล MEDHIS จากเมดคิวรี ระบบ MEDHIS ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (HIS) จากบริษัท เมดคิวรี มีเป้าหมายในการพัฒนาระบบสารสนเทศในโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่องให้พร้อมเข้าสู่การเป็น Smart Hospital ด้วยจำนวนโมดูลที่ครบครันในระบบ MEDHIS สำหรับการดำเนินงานในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ (Complete Core Modules for Hospital Operation) การใช้เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Medical Record) ลดการใช้กระดาษในสถานพยาบาล (Paperless Hospital) หรือการนำ AI ทางการแพทย์มาปรับใช้ในการให้บริการผู้ป่วย ฯลฯ ตอบโจทย์การดำเนินงานของบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่เคยหยุดนิ่งให้สามารถดำเนินงานต่อได้แบบไม่มีสะดุด ด้วยซอฟต์แวร์การแพทย์ที่มีประสิทธิภาพและทีมงานจากเมดคิวรีที่เข้าใจการดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลในประเทศไทยเป็นอย่างดี เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลสามารถส่งมอบการให้บริการที่ดีผ่านความเชื่อมั่นในการติดตั้งและใช้งานระบบ MEDHIS จากบริษัทเมดคิวรีและทีมงานของเราอย่างต่อเนื่อง โทรศัพท์ : 02-853-9131 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์) อีเมล : sales@medcury.health ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น Facebook: facebook.com/medcury.health/ LinkedIn: linkedin.com/company/medcury YouTube: https://www.youtube.com/@MEDcury
- การปฏิวัติเทคโนโลยีทางการแพทย์: การใช้ API และมาตรฐาน HL7 FHIR ในการเชื่อมต่อข้อมูล
ในปัจจุบันหลาย ๆ องค์กรได้พัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีด้านระบบข้อมูล เช่น Health Information System (HIS), Health Information Exchange (HIE) เป็นต้น หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมไปถึงแอปพลิเคชันต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนว่าสุดท้ายข้อมูลจากแต่ละเทคโนโลยีก็จะถูกนำมาใช้ควบคู่กันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของโรงพยาบาล แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้น โรงพยาบาลจะต้องเจอกับปัญหาสุดเบสิคก่อนนั่นก็คือเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้ เนื่องจากแต่ละเทคโนโลยีถูกพัฒนาขึ้นโดยคนละองค์กร แล้วโรงพยาบาลจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร วันนี้ MEDcury จะมาอธิบายให้ฟัง ตามมาดูกันเลย! เราจะสามารถเชื่อมต่อเทคโนโลยีทางการแพทย์ต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้อย่างไร ? เมื่อแต่ละระบบหรือแอปพลิเคชันถูกพัฒนาโดยคนละองค์กรเช่นนี้ เราจะทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถเชื่อมต่อและสื่อสารกันได้ด้วย Application Programming Interface หรือ API ดังนั้นไม่ว่าซอฟต์แวร์เหล่านั้นจะถูกสร้างขึ้นโดยคนละองค์กร ถูกเขียนขึ้นด้วยภาษาหรือระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกัน หรือแม้แต่อยู่กันคนละมุมโลก เราก็ยังสามารถเรียกใช้งานมันได้นั่นเอง ตัวอย่างเช่น : บริษัท A พัฒนาซอฟต์แวร์ A แต่ต้องการฟีเจอร์บางอย่างจากซอฟต์แวร์ B ของบริษัท B ที่เชี่ยวชาญและทำผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน เพื่อมาเสริมความแข็งแกร่งของซอฟต์แวร์ของตนเอง บริษัท A ก็เลยทำ API เพื่อเรียกขอบริการให้ซอฟต์แวร์ A กับซอฟต์แวร์ B เชื่อมต่อและสื่อสารกันได้นั่นเอง แค่มี API ก็สามารถเชื่อมต่อทุกเทคโนโลยีได้เลยหรือไม่ ? จริง ๆ ต้องบอกว่าทุกอย่างไม่ได้ง่ายขนาดนั้น โดยเฉพาะเมื่อต่างคนต่างสร้างซอฟต์แวร์ขึ้นมาเช่นนี้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือโครงสร้างของข้อมูลจากแต่ละเทคโนโลยีนั้นจะมีความแตกต่างกัน หากจะนำมาใช้ ผู้เรียกใช้ก็จะต้องทำการปรับแต่งโปรแกรมเพื่อดึงข้อมูลจาก API แต่ละแห่ง แล้วลองคิดดูสิว่าถ้ามีข้อมูลอยู่ 100 รูปแบบ แสดงว่าเราก็ต้องปรับถึง 100 ครั้งเลยทีเดียวเชียว และนี่ยังไม่นับกรณีมีการเปลี่ยนแปลงจาก API ต้นทางด้วยนะ ซึ่งถ้าหากเป็นแบบนี้คงยุ่งยากและใช้เวลานานมากแน่ ๆ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องใช้มาตรฐานโครงสร้างข้อมูลเข้ามาช่วย เพื่อให้ข้อมูลจากทุกฝ่ายมีโครงสร้างที่ใกล้เคียงกันมากที่สุดเมื่อส่งผ่าน API เพื่อลดภาระงานในขั้นตอนนี้ไปนั่นเอง มาตรฐานโครงสร้างข้อมูล HL7 FHIR คืออะไร ? HL7 FHIR (Fast Healthcare Interoperability Resources) คือหนึ่งในมาตรฐานสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านสุขภาพผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นมาตรฐานที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งนอกจากจะครอบคลุมถึงข้อมูลด้านการรักษาพยาบาล เช่น ประวัติผู้ป่วย ผลการวินิจฉัย ผลแล็บ นัดหมาย การสั่งยา เป็นต้น ซึ่ง HL7 FHIR ยังครอบคลุมไปถึงด้านการเงินและการจัดการของโรงพยาบาลอีกด้วย จะเห็นได้ว่าการใช้ API และมาตรฐาน HL7 FHIR เพื่อเชื่อมต่อเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้าด้วยกันนั้นเปรียบเสมือนการต่อชิ้นส่วนเลโก้เข้าด้วยกัน หากเลือกตัวต่อจากคนละเซ็ตอาจจะมีตัวที่ต่อได้ แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอยู่ดี แต่ถ้าเราใช้ทั้ง API และมาตรฐาน HL7 FHIR เทคโนโลยีทางการแพทย์ต่าง ๆ ก็จะสามารถสื่อสารระหว่างกันได้อย่างไร้รอยต่อและมีประสิทธิภาพนั่นเอง คราวหน้า MEDcury จะพาคุณไปรู้จักกับมาตรฐาน HL7 FHIR กันมากขึ้น รวมถึงเราจะมาบอกแนวทางการนำ HL7 FHIR มาประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาลด้วย เพราะฉะนั้นอย่าลืมกดติดตามเพื่อที่คุณจะได้ไม่พลาดคอนเทนต์ใหม่ ๆ จากพวกเราได้ที่ โทรศัพท์ : 02-853-9131 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์) อีเมล : sales@medcury.health หรือกรอกแบบฟอร์ม คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น Facebook : facebook.com/medcury.health/ LinkedIn : linkedin.com/company/medcury YouTube : https://www.youtube.com/@MEDcury
- MEDcury เปลี่ยนโฉม Centrix สู่ MEDHIS เดินหน้าสร้างระบบนิเวศสุขภาพพร้อมขยายสู่ตลาดต่างประเทศ
MEDcury เปลี่ยนโฉม Centrix สู่ MEDHIS บริษัท เมดคิวรี จำกัด ผู้ผลิตและพัฒนา HealthTech Solutions สำหรับโรงพยาบาล ประกาศเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจาก Centrix ระบบบริหารจัดการโรงพยาบาล (Hospital Information System หรือ HIS) สู่ระบบ MEDHIS หวังสร้างระบบนิเวศสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับเป้าหมายเพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านซอฟต์แวร์สำหรับ Smart Hospital พร้อมปรับแผนธุรกิจรุกหน้าขยายตลาดในไทยและต่างประเทศ บริษัท เมดคิวรี จำกัด หรือ MEDcury ผู้ให้บริการด้านซอฟต์แวร์โรงพยาบาลที่มุ่งพัฒนาโซลูชันต่าง ๆ ให้ก้าวทันเทคโนโลยีโรงพยาบาลที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ มีเป้าหมายเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์ และยกระดับคุณภาพการให้บริการผู้ป่วย โดยปัจจุบัน MEDcury มี 3 โซลูชันหลัก ได้แก่ ระบบ MEDHIS : ระบบบริหารจัดการโรงพยาบาล (Hospital Information System : HIS) ระบบ MEDConnext : ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพระหว่างโรงพยาบาล (Hospital Information Exchange : HIE) หมอในบ้าน : Virtual Health Platform สำหรับบริการทางการแพทย์ออนไลน์ นายจตุพล ชวพัฒนากุล ผู้ก่อตั้ง บริษัท เมดคิวรี จำกัด กล่าวว่า “ปี 2567 เป็นต้นไป MEDcury เตรียมเดินหน้าขยายการให้บริการ HealthTech Solutions โดยเพิ่มฐานลูกค้าและพันธมิตรจากต่างประเทศให้มากขึ้น เพื่อมุ่งเน้นการเป็นผู้นำด้านผู้ให้บริการซอฟต์แวร์โรงพยาบาลที่เป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดย MEDcury หวังที่จะเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ด้านโรงพยาบาลระดับภูมิภาค (Regional Company) เพื่อเปลี่ยนอุตสาหกรรม Healthcare ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” เป้าหมายในการขยายฐานลูกค้าและพันธมิตรทั้งในไทยและต่างประเทศ นายจตุพล กล่าวเพิ่มเติมว่า “MEDcury อยู่ระหว่างการดำเนินตามแผนกลยุทธ์ที่กำหนดไว้ ทั้งการพัฒนาโซลูชันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การเสริมกลยุทธ์การตลาดให้บริษัทเป็นที่รู้จักในวงกว้างผ่านโซลูชันที่ให้บริการ และการมองหาพันธมิตรเพื่อตอบรับความต้องการของตลาดและร่วมกันสร้างระบบนิเวศสุขภาพ (Healthcare Ecosystem) ไปด้วยกัน” MEDcury เดินหน้าสร้างระบบนิเวศสุขภาพสู่อนาคตต่อยอดจากระบบ Centrix ระบบ Centrix โซลูชันจากบริษัท ฮิวแมน เซนทริค จำกัด ได้รับความไว้วางใจจากโรงพยาบาลต่าง ๆ ในประเทศไทยมามากกว่าครึ่งทศวรรษ โดยระบบ Centrix กลายเป็นที่รู้จักในฐานะระบบบริหารจัดการโรงพยาบาล (HIS) ให้กับโรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 1 ที่ผ่านมาตรฐาน HIMSS Analytics EMRAM Stage 7 มาตรฐานสูงสุดด้านเทคโนโลยีสารสนเทศโรงพยาบาลเป็นแห่งแรกของประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2562 และเดินหน้าขยายฐานลูกค้าทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชนนับแต่นั้นเป็นต้นมา โดยปัจจุบันระบบ Centrix มีกลุ่มลูกค้าโรงพยาบาลที่ให้ความเชื่อมั่นในศักยภาพมากกว่า 20 โรงพยาบาลทั่วประเทศไทย “ด้วยความไว้วางใจอันยาวนานจากโรงพยาบาลทั่วประเทศที่มีต่อระบบ Centrix และความเชี่ยวชาญรวมถึงวิสัยทัศน์อันมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศสุขภาพของ MEDcury เรายินดีที่จะต่อยอดประสิทธิภาพการทำงานของระบบซอฟต์แวร์ของ Centrix ให้ตอบโจทย์ธุรกิจโรงพยาบาลแต่ละรูปแบบมากขึ้น และมอบความเชื่อมั่นในนามของระบบ MEDHIS เพื่อต่อยอดประสิทธิภาพของระบบ มุ่งสู่เปลี่ยนแปลงระบบนิเวศสุขภาพให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต พร้อมทั้งการร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อจำหน่ายหรือติดตั้งซอฟต์แวร์ให้กับกลุ่มลูกค้าโรงพยาบาลให้ครอบคลุมมากกว่าเดิม” นายจตุพล กล่าว การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของ บริษัท เมดคิวรี จำกัด ในการเสริมสร้างระบบนิเวศสุขภาพให้แข็งแกร่งขึ้น ผ่านโซลูชันต่าง ๆ ที่ให้บริการ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของระบบ Centrix ให้สอดคล้องกับการทำงานของโรงพยาบาลในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจโรงพยาบาลทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์สำคัญที่บริษัทฯ วางไว้ MEDHIS ระบบสารสนเทศโรงพยาบาลจาก MEDcury ระบบ MEDHIS จาก MEDcury คือโซลูชันระบบการบริหารจัดการโรงพยาบาล (HIS) ที่พัฒนาต่อยอดจากระบบ Centrix ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจโรงพยาบาลและระบบสาธารณสุขมากขึ้น มาพร้อมจำนวนโมดูลมากถึง 21 ตัวเลือก (Modules) รองรับระบบการทำงานในโรงพยาบาลแต่ละขนาด ตลอดจนการปรับปรุงระบบให้สามารถเชื่อมต่อระบบอื่น ๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ ด้วยโซลูชันจากผู้พัฒนาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น MEDConnext ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพระหว่างโรงพยาบาล และ MNB (หมอในบ้าน) แพลตฟอร์ม Virtual Health ในการบริการทางการแพทย์ออนไลน์ “MEDcury มีความยินดีและพร้อมนำเสนอระบบบริหารจัดการโรงพยาบาล MEDHIS ที่เกิดจากความตั้งใจและวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ พร้อมทั้งพันธมิตรที่มีอุดมการณ์ในการพัฒนาระบบสาธาณสุขและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยและคนทั่วโลกให้ดียิ่งขึ้น ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพและประสบการณ์ของทีมงานในการผลักดันเป้าหมายการดำเนินงานในปี 2567 เพื่อผลักดันให้ MEDcury กลายเป็น Regional Company ในอนาคตอันใกล้” นายจตุพล กล่าวทิ้งท้าย คำมั่นสัญญาของ MEDcury ในการพัฒนาอุตสาหกรรม Healthcare สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา สร้างแรงกระตุ้นให้ผู้คนทั่วโลกหันมาสนใจเรื่องโรคภัยและการดูแลสุขภาพมากขึ้น เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ จากเหล่าสตาร์ทอัป HealthTech ที่มีจำนวนเติบโตอย่างต่อเนื่องจากความต้องการบริการทางการแพทย์ที่เพิ่มสูงขึ้น การตระหนักถึงความสำคัญของระบบสาธารณสุข และการขยายตัวของธุรกิจจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ปัจจัยเหล่านี้ต่างเพิ่มความท้าท้ายและโอกาสของการเติบโตด้านธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอยู่ไม่น้อย การปรับตัวเพื่อสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงจึงกลายเป็นเรื่องที่หลาย ๆ โรงพยาบาลต้องตื่นตัวอยู่เสมอ และมองหาโซลูชันที่จะเติบโตไปพร้อมกันได้ อนาคตของ MEDcury คือสร้างความร่วมมือพันธมิตรและโรงพยาบาลทั่วโลก ด้วยความเชี่ยวชาญของทีมงานและเป้าหมายของบริษัทฯ ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการแพทย์ ทั้งการพัฒนา HealthTech Solutions ที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ระบบ MEDHIS, ระบบ MEDConnext และ Virtual Health Platform เพื่อยกระดับชีวิตของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบสาธารณสุข สนับสนุนให้โรงพยาบาลสามารถก้าวสู่การเป็น Smart Hospital และการสะท้อนขีดความสามารถที่จะขยายธุรกิจสู่ระดับสากลอย่างเต็มกำลัง เพื่อมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงอนาคตของวงการแพทย์และสร้างระบบนิเวศสุขภาพอย่างยั่งยืน สนใจนำระบบ MEDHIS เข้ามาใช้ในโรงพยาบาลของคุณ ? ท่านใดที่สนใจ ระบบ MEDHIS ในการบริหารจัดการโรงพยาบาลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากผู้เชี่ยวชาญของ MEDcury ได้ที่ โทรศัพท์ : 02-853-9131 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์) อีเมล : sales@medcury.health หรือกรอกแบบฟอร์ม คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น Facebook : facebook.com/medcury.health/ LinkedIn : linkedin.com/company/medcury YouTube : https://www.youtube.com/@MEDcury
- รู้จักระบบ MEDHIS ระบบที่ตอบโจทย์ความต้องการของโรงพยาบาลทุกขนาด
จากบทความก่อนหน้านี้ ได้พูดถึงการต่อยอดระบบ Centrix สู่เป้าหมายของการพัฒนาเป็นระบบ MEDHIS อ่านบทความต่อได้ที่ MEDcury เปลี่ยนโฉม Centrix สู่ MEDHIS เดินหน้าสร้างระบบนิเวศสุขภาพพร้อมขยายสู่ตลาดต่างประเทศ และในบทความนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับระบบ MEDHIS หนึ่งในเฮลท์เทคโซลูชันจากบริษัท เมดคิวรี จำกัด พร้อมด้วยเนื้อหาต่าง ๆ ที่จะทำให้คุณเข้าใจการทำงานของระบบสารสนเทศโรงพยาบาลในชื่อ MEDHIS แบบเข้าใจง่าย MEDcury คือบริษัทอะไร ? บริษัท เมดคิวรี จำกัด หรือ MEDcury (เมดคิวรี) ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 นำโดยผู้ก่อตั้ง นายจตุพล ชวพัฒนากุล คือบริษัทผู้ผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านการแพทย์ ที่มีเป้าหมายในการสร้างระบบนิเวศสุขภาพให้ยั่งยืนผ่านโซลูชันด้านสุขภาพ (HealthTech Solutions) เพื่อช่วยส่งเสริมการดำเนินงานของสถานพยาบาล ไม่ว่าจะเป็น การบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ การเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างระบบต่าง ๆ การยกระดับการบริการด้านสุขภาพ และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ ฯลฯ ปัจจุบัน บริษัท เมดคิวรี จำกัด มี 4 โซลูชันพร้อมให้บริการสำหรับสถานพยาบาล ให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และสร้างโอกาสในการแข่งขันด้านธุรกิจทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้ ได้แก่ ระบบ MEDHIS : ระบบบริหารจัดการข้อมูลโรงพยาบาล (Hospital Information System หรือระบบ HIS) สำหรับสถาพยาบาลขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ หรือสถานพยาบาลที่มีการให้บริการทั้งแบบผู้ป่วยนอก (OPD) และแบบผู้ป่วยใน (IPD) เช่น โรงพยาบาลรัฐหรือโรงพยาบาลเอกชน ระบบ MEDHIS Lite : ระบบบริหารจัดการข้อมูลโรงพยาบาลขนาดย่อ (Lite Version) ที่จำเป็นและเพียงพอต่อการดำเนินการของสถานพยาบาลขนาดเล็กถึงขนาดกลาง หรือสถานพยาบาลที่มีการให้บริการเฉพาะผู้ป่วยนอก (OPD) เช่น คลินิกเวชกรรม คลินิกเสริมความงาม คลินิกทันตกรรม หรือคลินิกสุขภาพจิต ฯลฯ ระบบ MEDConnext : ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพระหว่างสถานพยาบาล (Hospital Information Exchange หรือระบบ HIE) ที่มีมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพ FHIR Standard และสามารถเชื่อมต่อกับระบบ MEDHIS ได้อย่างคล่องตัว แพลตฟอร์ม Virtual Health : บริการทางการแพทย์ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้โดยไม่ต้องอยู่แค่ในโรงพยาบาล ระบบเหล่านี้จำเป็นแค่ไหนกับโรงพยาบาล ? หากพูดถึงปัจจัยของประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย การเติบโตด้านเทคโนโลยี รวมทั้งการให้บริการที่เน้นผู้ป่วยเป็นหลัก (Patient-Centric) มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์รายบุคคล การเชื่อมต่อข้อมูลผู้ป่วยระหว่างสถานพยาบาลเพื่อลดภาระของผู้ป่วย และการเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพทั้งในและนอกสถานพยาบาลของผู้ป่วย ฯลฯ ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ เปิดโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า และเป็นความท้าทายของผู้บริหารสถานพยาบาลในการพิจารณาและคัดเลือกระบบโรงพยาบาลที่เหมาะสม เพื่อรองรับการเติบโตและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ ระบบ HIS ในสถานพยาบาลคืออะไร ? หากพูดถึงความหมายของระบบ HIS หลาย ๆ ท่านก็คงได้ยินคำเหล่านี้มาไม่มากก็น้อย ทั้งระบบบริหารจัดการข้อมูลโรงพยาบาล ระบบสารสนเทศในโรงพยาบาล หรือระบบสารสนเทศสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ทางการแพทย์ ที่ต่างประกอบสร้างความหมายเป็นระบบ HIS เหมือนกัน ที่เป็นหนึ่งใน ‘ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล’ ที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในแต่ละส่วนงานของสถานพยาบาลให้ราบรื่นนั่นเอง อ่านบทความต่อได้ที่ ระบบโรงพยาบาลคืออะไร ? เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการดำเนินงานสถานพยาบาล ระบบ HIS จึงเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีพื้นฐานที่ถูกนำมาใช้เพื่อยกระดับระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลและคลินิกต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย ระบบ HIS จึงเปรียบเสมือนระบบหน้าบ้าน (Front-end) ที่ดำเนินงานด้วยระบบอัตโนมัติ (Automation) ในการบริหารจัดการข้อมูลผู้ป่วย โดยครอบคลุมการทำงานแต่ละส่วนงานตั้งแต่การลงทะเบียน การบันทึกประวัติผู้ป่วย การรักษา การจ่ายยา การชำระเงิน ฯลฯ และสามารถสนับสนุนการตัดสินใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในการรักษา การศึกษาวิจัย การจัดการคลังยา หรือการบริหารจัดการโรงพยาบาล ฯลฯ ระบบ HIS เชื่อมต่อกับระบบ EMR (Electronic Medical Record) หรือระบบการบันทึกเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อทดแทนการบันทึกด้วยลายมือและการบันทึกลงกระดาษแบบวิธีเดิม (Manual) โดยปัจจุบันถูกนำไปใช้ในการบันทึกข้อมูลผู้ป่วยอย่างแพร่หลาย และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานภายในสถานพยาบาลด้วยเช่นกัน อ่านบทความต่อได้ที่ ระบบ EMR กับ EHR ต่างกันอย่างไร ? แต่เนื่องจากสถานพยาบาลแต่ละที่แตกต่างกันไปตามขนาดธุรกิจ จำนวนเตียง และมาตรฐานขั้นตอนการทำงาน (SOP) ผู้บริหารสถานพยาบาลจึงควรพิจารณาโดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมาเป็นสำคัญ ในการคัดเลือกคุณสมบัติของระบบและการเตรียมความพร้อมของบุคลากร เพื่อให้สามารถสนับสนุนแต่ละส่วนงานอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับธุรกิจสถานพยาบาล ระบบ MEDHIS ตอบโจทย์ความต้องการของโรงพยาบาลทุกขนาด ระบบ MEDHIS ถูกพัฒนาจากระบบ Centrix โดยบริษัท MEDcury ที่มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้งาน และการพัฒนาจำนวนโมดูล (Modules) อย่างต่อเนื่องให้ครอบคลุมการดำเนินงานของสถานพยาบาลในทุก ๆ ด้าน ปัจจุบันระบบ MEDHIS แบ่งการให้บริการออกเป็น 2 รูปแบบตามขนาดธุรกิจและจำนวนโมดูล ไม่ว่าจะเป็น ระบบ MEDHIS : เหมาะสำหรับสถานพยาบาลขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ที่มีรูปแบบการให้บริการผู้ป่วยทั้งแบบผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD) มีจำนวน 21 โมดูล ครอบคลุมการดำเนินงานของโรงพยาบาลตั้งแต่การลงทะเบียน แผนกการให้บริการผู้ป่วยต่าง ๆ การบัญชี และการจ่ายยา ฯลฯ ระบบ MEDHIS Lite : หรือระบบ MEDHIS ขนาดย่อ (Lite Version) เหมาะสำหรับสถานพยาบาลขนาดเล็กไปจนถึงกลางหรือคลินิก ที่มีรูปแบบการให้บริการแบบผู้ป่วยนอก (OPD Clinics) โดยมีจำนวน 6 โมดูลครอบคลุมการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับระบบ MEDHIS ที่ใช้ในสถานพยาบาลขนาดใหญ่ให้กับคลินิกแต่ละประเภท เช่น คลินิกเวชกรรม คลินิกทันตกรรม คลินิกเฉพาะทางด้านต่าง ๆ คลินิกกายภาพบำบัด คลินิกสุขภาพจิต เป็นต้น ความครบครันของโมดูลในระบบ MEDHIS ที่ครอบคลุมการดำเนินงานและขั้นตอนการรักษาผู้ป่วยแบบเต็มรูปแบบ (Full Patient Journey) และยังสามารถปรับจำนวนโมดูลให้เหมาะสำหรับสถานพยาบาลขนาดเล็กลงมา ทำให้ทั้ง 2 ระบบนี้จาก MEDcury จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับสถานพยาบาลทุกขนาด และเป็นเครื่องมือที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับระบบสารสนเทศในการเพิ่มประสบการณ์ที่ดีในการให้บริการผู้ป่วย และรองรับการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการให้บริการผู้ป่วยในอนาคตได้ MEDHIS ระบบที่เข้าใจผู้ใช้งานอย่างแท้จริง การออกแบบระบบโรงพยาบาลที่เรียบง่ายน่าใช้งาน และมีขั้นตอนไม่ซับซ้อนเป็นปัจจัยสำคัญในเพิ่มความพึงพอใจให้กับผู้ใช้งาน โดยเฉพาะ ‘พยาบาล’ ที่ต้องสัมผัสกับระบบมากที่สุด เพื่อลดเวลาในการทำความเข้าใจและเรียนรู้การทำงานของระบบให้น้อยลงกว่าเดิม ด้วยประสบการณ์การทำงานในระบบสาธารณสุขไทยมาอย่างยาวนานและพัฒนาระบบโดยทีมงานคนไทย ระบบ MEDHIS จึงคำนึงถึงความคล่องตัวในการใช้งานไว้เป็นอันดับแรกควบคู่กับความปลอดภัยของระบบ ด้วยรูปแบบและหน้าตาของระบบที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน (User-Friendly) พร้อมรองรับการใช้งานระบบเป็นภาษาไทยแบบเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ MEDcury มีทีมงานที่พร้อมจัดฝึกอบรมการมใช้งานระบบทั้งรูปแบบออนไลน์และในสถานที่ (On-site) ให้กับผู้ใช้งานในทุก ๆ ส่วนงานที่เกี่ยวข้อง ที่จะช่วยคลายข้อกังวลสำหรับผู้บริหารสถานพยาบาลในการเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากร เพื่อสร้างความมั่นใจในระหว่างการใช้งานและสนับสนุนบุคลากรให้สามารถดำเนินงานแต่ละส่วนงานต่าง ๆ ผ่านระบบ MEDHIS ได้อย่างเต็มกำลัง จุดเด่นที่ทำให้ระบบ MEDHIS เป็นระบบที่ตอบโจทย์การดำเนินงานของโรงพยาบาลในยุคนี้ คือตัวเลือกของ การทำงานผ่านระบบคลาวน์ (On-Cloud) ด้วยระบบเว็บเบส (Web-Based Systems) ที่ช่วยให้บุคลากรในสถานพยาบาลสามารถเข้าถึงข้อมูลล่าสุดของผู้ป่วย เพียงอาศัยเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ลงอุปกรณ์ นอกจากนี้ การลดต้นทุนในการบำรุงรักษา (Maintenance) ของสถานพยาบาลหลายแห่ง ทำให้ตัวเลือกการใช้งานที่กล่าวได้รับความนิยมมากขึ้นด้วยเช่นกัน โดยจุดเด่นของการเลือกใช้รูปแบบดังกล่าว มีดังนี้ รองรับการปรับขนาดธุรกิจ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในอนาคต ระบบ On-Cloud เพิ่ม-ลดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลได้ยืดหยุ่นมากกว่า ระบบ Web-Based ที่สามารถใช้งานผ่านทางเว็บบราวเซอร์ได้ในอุปกรณ์ เช่น คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ สามารถเข้าถึงข้อมูลแบบ Real-Time พร้อมควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงตามที่กำหนดไว้ในแต่ละตำแหน่งได้ (Role-Based Access Control หรือ RBAC) ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูลผ่านการเข้ารหัสข้อมูล (Data Encryption) จุดเด่นเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนในการบำรุงรักษาเท่านั้น แต่ยังช่วยลดการลงทุนด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ รวมถึงข้อจำกัดของอุปกรณ์และซอฟต์แวร์สารสนเทศในสถานพยาบาล ไม่ว่าจะเป็น พื้นที่การเก็บข้อมูล งบประมาณ จำนวนบุคลากร หรือความเสี่ยงในการถูกโจมตีทางไซเบอร์ของระบบโรงพยาบาล ฯลฯ ให้ลดลงได้อีกด้วย ฟีเจอร์ที่น่าสนใจของระบบ MEDHIS การใช้กระดาษในสถานพยาบาลคืออีกหนึ่งต้นทุนที่อาจมองข้ามได้ยาก ทั้งค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อ ค่าหมึกพิมพ์ ค่าขนส่ง ค่าจัดเก็บเอกสาร ค่าทำลาย ฯลฯ รวมถึงข้อจำกัดเรื่องพื้นที่การจัดเก็บและความเสี่ยงในการสูญหายจากทั้งอุบัติเหตุหรือภัยธรรมชาติ และความเข้าใจผิดที่อาจเกิดจากลายมือแพทย์ในระหว่างการรักษาผู้ป่วย ระบบ MEDHIS รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลบนระบบ EMR แบบเต็มระบบ ถือเป็นหนึ่งกุญแจสำคัญที่จะช่วยเสริมเป้าหมายการเป็นโรงพยาบาลไร้กระดาษ (Paperless Hospital) หรือโรงพยาบาลสีเขียว (Green Hospital) ได้เป็นอย่างดี เพื่อช่วยลดปัจจัยทางด้านต้นทุนต่าง ๆ ที่อาจเพิ่มขึ้นจากการใช้กระดาษ และความเสี่ยงของการจัดเก็บข้อมูลและการบันทึกข้อมูลในรูปแบบเดิม นอกจากนี้ระบบ MEDHIS ยังออกแบบฟีเจอร์ที่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้ได้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ฟีเจอร์ การแปลงเสียงพูดเป็นข้อความ (Speech to Text) ที่ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการบันทึกข้อมูล และฟีเจอร์ การถ่ายภาพและอัปโหลดภาพ (Taken Photos and Upload Images) ที่สามารถใช้งานผ่านระบบโดยตรงได้ เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถบันทึกการวินิจฉัยหรือการรักษาได้คล่องตัวมากขึ้น และที่สำคัญคือการเพิ่มเวลาให้กับบุคลากรทางการแพทย์มีเวลาดูแลผู้ป่วยได้มากขึ้นนั่นเอง การใช้ระบบ EMR ในระบบ MEDHIS ยังสามารถรองรับการเชื่อมต่อ API กับระบบต่าง ๆ ภายในสถานพยาบาลเพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการทำงานของบุคลากรในการวินิจฉัยผู้ป่วย และลดความผิดพลาดของข้อมูลหรือผลตรวจจากระบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ระบบงานห้องฉุกเฉิน หรือ ER (Emergency Room) ระบบที่จัดเก็บรูปภาพทางการแพทย์ หรือ PACS (Picture Archiving and Communication System) ระบบสารสนเทศทางห้องปฎิบัติการ LIS (Laboratory Information System) ระบบสารสนเทศด้านรังสีวิทยา หรือ RIS (Radiology Information System) MEDHIS กับความเชื่อมั่นในมาตรฐานระบบสารสนเทศ แม้ว่าการนำระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีทางการแพทย์มาใช้ในโรงพยาบาลจะเป็นสิ่งดึงดูดลูกค้า นักลงทุน หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีทักษะ แต่ก็ อาจไม่เพียงพอในการแข่งขันธุรกิจในปัจจุบันอีกต่อไป เมื่อการใช้ระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีต้องมาพร้อมกับความมั่นใจและความน่าเชื่อถือที่มากกว่าการมีระบบเพียงอย่างเดียว มาตรฐาน HIMSS EMRAM (Electronic Medical Record Adoption Model) เป็นมาตรฐานที่ช่วยวัดประสิทธิภาพระบบสารสนเทศในโรงพยาบาล เพื่อช่วยให้สถานพยาบาลสามารถพัฒนาระบบสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นในความพร้อมของสถานพยาบาลในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยและเพิ่มขีดความสามารถในพัฒนาสู่ระดับมาตรฐานสากล ระบบ MEDHIS เป็นหนึ่งฟันเฟืองที่ช่วยผลักดันระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ ให้ได้รับการรับรอง EMRAM Stage 7 ในปี พ.ศ.2562 ถือเป็นโรงพยาบาลแห่งที่สองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามมาด้วยโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ที่ได้รับการรับรอง EMRAM Stage 7 เช่นเดียวกันในปี พ.ศ.2567 มาตรฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบ MEDHIS ในการผลักดันสถานพยาบาลให้มุ่งสู่มาตรฐานระดับประเทศและระดับสากลอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต ด้วยประโยชน์ของการใช้งานผ่านมุมมองของผู้ให้บริการที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและการรักษา การลดความผิดพลาดทางการแพทย์ การเพิ่มความสะดวกในการทำงานของบุคลากร ฯลฯ และมุมมองของผู้ใช้บริการที่จะช่วยให้ได้รับการรักษาที่รวดเร็ว เข้าถึงข้อมูลสุขภาของตนเองได้ง่ายขึ้น และความพึงพอใจในการใช้บริการสถานพยาบาล ฯลฯ ทำไมต้องใช้ระบบ MEDHIS ? การดำเนินงานในโรงพยาบาลหรือคลินิกไม่ใช่แค่การบริการผู้ป่วย แต่ยังต้องมีการจัดการระบบอย่างมีระเบียบเพื่อให้การให้บริการผู้ป่วยเป็นไปอย่างราบรื่นตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลใหญ่หรือคลินิกขนาดเล็กต่างก็จำเป็นต้องมีระบบการจัดการอย่างระบบ HIS ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์อย่างมีประสิทธิภาพ หากกำลังมองหาระบบ HIS พร้อมผู้เชี่ยวชาญและทีมซัพพอร์ตลูกค้า (Customer Support) ที่พร้อมให้คำปรึกษา ดูแล แก้ปัญหาให้กับผู้ใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง MEDcury เราพร้อมให้บริการโซลูชันอย่างระบบ MEDHIS และระบบ MEDHIS Lite ระบบบริหารจัดการข้อมูลโรงพยาบาลที่รองรับการทำงานของสถานพยาบาลทุกขนาด ด้วยความเชื่อมั่นของลูกค้าโรงพยาบาลชั้นนำกว่า 30 โรงพยาบาลและ 50 คลินิกทั่วประเทศไทย และฐานข้อมูลผู้ป่วยภายใต้การดูแลกว่า 3.5 ล้านราย (HN) ด้วยความมุ่งมั่นของบริษัท เมดคิวรี จำกัด ที่จะพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยและระบบนิเวศสุขภาพให้แข็งแกร่งและยั่งยืน ผ่านการพัฒนาระบบและปรับปรุงระบบอยู่เสมอเพื่อให้สามารถตอบโจทย์การทำงานของสถานพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงโอกาสของการเชื่อมต่อและการบูรณาการกับระบบต่าง ๆ ในการรองรับความต้องการของตลาดด้านสุขภาพ เพื่อช่วยให้สถานพยาบาลของท่านสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและมุ่งสู่การสร้างระบบนิเวศสุขภาพอย่างยั่งยืนต่อไป ท่านใดที่สนใจปรึกษาระบบ MEDHIS และ MEDHIS Lite สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากผู้เชี่ยวชาญของ MEDcury ได้ที่ โทรศัพท์ : 02-853-9131 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์) อีเมล : sales@medcury.health หรือกรอกแบบฟอร์ม คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น Facebook : facebook.com/medcury.health/ LinkedIn : linkedin.com/company/medcury YouTube : https://www.youtube.com/@MEDcury #ระบบโรงพยาบาล #HIS #HMS #ระบบHIS #ระบบHMS #MEDcury #MEDHIS #MEDconnext #Centrix
- ประกาศแจ้งเปลี่ยนที่อยู่สำนักงานใหญ่ของ บริษัท เมดคิวรี จำกัด
บริษัท เมดคิวรี จำกัด ขอเรียนแจ้งลูกค้า คู่ค้า และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่าน ให้ทราบว่า บริษัทฯ ได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงที่อยู่สำนักงานใหญ่ (Head Office) โดยมีผลตั้งแต่วันจันทร์ที่ 6 มกราคม 2568 เป็นต้นไป ที่อยู่เดิม ของบริษัท ฯ คือ เลขที่ 29 อาคารบางกอกบิสซิเนสเซ็นเตอร์ ห้องเลขที่ 2201-2 ชั้น 22 ถนนสุขุมวิท 63 (เอกมัย) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110 แก้ไขเป็น ที่อยู่ใหม่ ของบริษัทฯ คือ เลขที่ 29 อาคารบางกอกบิสซิเนสเซ็นเตอร์ ห้องเลขที่ 2301-3 ชั้น 23 ถนนสุขุมวิท 63 (เอกมัย) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110 หากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง สามารถติดต่อฝ่ายบัญชีและการเงินของบริษัทฯ ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-853-9131 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00-18.00 น.
- เมดคิวรี ผนึกกำลัง "สาติ" ยกระดับระบบบริการทางการแพทย์ด้วย AI ลดภาระงานบุคลากรทางการแพทย์ เพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่าย
บริษัท เมดคิวรี จำกัด ผู้นำด้านระบบสารสนเทศโรงพยาบาล จับมือกับ บริษัท สาติ จำกัด สตาร์ทอัพด้านสุขภาพดิจิทัล (Digital Health) พัฒนาโซลูชันปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผสานเข้ากับระบบสารสนเทศโรงพยาบาล MEDHIS เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการเบิกจ่าย ลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ และยกระดับคุณภาพบริการทางการแพทย์ให้ดียิ่งขึ้น คุณเอกฤทธิ์ ธรรมกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทเมดคิวรีและแบ็คยาร์ด กล่าวว่า เอไอโซลูชันของทางสาติ ช่วยสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ MEDHIS โดยโซลูชันนี้สามารถช่วยลดเวลาการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ และยังเพิ่มประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายให้กับโรงพยาบาลอีกด้วย การใช้เทคโนโลยีเอไอ ร่วมกับ MEDHIS ยังครอบคลุมตั้งแต่ ประวัติการรักษา การคัดกรองผู้ป่วยเบื้องต้น รายการยา ค่าจากห้องปฏิบัติการ และการแปลงคำวินิจฉัยเป็นรหัส ICDs ให้ตรงตามหลักการบันทึกและรหัสโรค เพิ่มความถูกต้องของข้อมูลเวชระเบียน ทำให้การเบิกจ่ายมีประสิทธิภาพ ลดข้อผิดพลาดในการลงรหัสโรค และลดการปฏิเสธคำร้องขอเบิกจ่ายของทุกสิทธิตามนโยบายที่รัฐบาลกำหนด โดยโซลูชันจากทางสาติยังมีโอกาสที่จะนำไปต่อยอดในการพัฒนาระบบการเบิกจ่ายสำหรับบริษัทประกันให้มีประสิทธิภาพขึ้นได้อีกด้วย “เอไอโซลูชันจากทางสาติช่วยเสริมความสามารถของระบบ MEDHIS ให้มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น โดยไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการสรุปข้อมูลทางการแพทย์ แต่ยังช่วยลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน ทำให้บุคลากรสามารถมุ่งเน้นไปที่การดูแลผู้ป่วยได้มากขึ้น ซึ่งส่งผลดีทั้งต่อประสิทธิภาพการทำงานของโรงพยาบาลและความพึงพอใจของผู้ป่วย” คุณเอกฤทธิ์ กล่าว นายแพทย์รพีพัฒน์ ศรีจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สาติ จำกัด กล่าวว่า การมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่างเมดคิวรี ช่วยให้เอไอโซลูชันของสาติถูกนำไปใช้ในโรงพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการพัฒนาระบบ ‘Chart Sum’ ผสานเทคโนโลยีการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) และโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) เข้ากับ Agentic AI ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์บันทึกข้อมูลได้ครบถ้วนและแม่นยำ ลดภาระงาน ลดข้อผิดพลาด และทำให้กระบวนการเบิกจ่ายถูกต้องและโปร่งใสมากขึ้น ลดโอกาสถูกเรียกเงินคืนจากข้อผิดพลาด พร้อมเพิ่มรายได้จากการเบิกจ่ายได้ถึง 62% “จากการใช้งานจริง พบว่าโซลูชันนี้ช่วยเพิ่มรายได้จากการเบิกจ่ายให้โรงพยาบาลเฉลี่ย 62 ล้านบาทต่อแห่ง เพิ่มความเร็วในการระบุรหัสโรคได้ 71% และลดภาระงานบุคลากรทางการแพทย์ได้กว่า 9,057 ชั่วโมง คิดเป็น 76% ของภาระงานเดิม ความร่วมมือนี้ไม่เพียงช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น แต่ยังช่วยให้ข้อมูลทางการแพทย์ถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งโรงพยาบาลและผู้ป่วย” นายแพทย์รพีพัฒน์ กล่าว ท่านใดที่สนใจปรึกษาระบบ MEDHIS และ MEDHIS Lite สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากผู้เชี่ยวชาญของ MEDcury ได้ที่ โทรศัพท์ : 02-853-9131 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์) อีเมล : sales@medcury.health หรือกรอกแบบฟอร์มคลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น Facebook : facebook.com/medcury.health/ LinkedIn : linkedin.com/company/medcury YouTube : https://www.youtube.com/@MEDcury
- เมดคิวรี-แบ็คยาร์ด และคณะพาร์ตเนอร์-ลูกค้า เดินสายมอบของขวัญสวัสดีปีใหม่ 2568
ช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ประจำปี พ.ศ. 2568 เมดคิวรี-แบ็คยาร์ด เดินสายเข้าไปมอบกระเช้าและของขวัญสวัสดีปีใหม่ แด่คณะพาร์ตเนอร์และลูกค้าที่เป็นพันธมิตรที่ดีมาโดยตลอด ด้วยบรรยากาศการต้อนรับที่อบอุ่นจากพาร์ตเนอร์และลูกค้าทุกท่าน ทั้งนี้ คณะพาร์ตเนอร์และลูกค้ายังเดินทางเข้ามอบของขวัญสวัสดีปีใหม่ 2568 ให้กับทางเมดคิวรี-แบ็คยาร์ด เพื่อกล่าวสวัสดีปีใหม่และแสดงถึงมิตรภาพอันดีและการสนับสนุนกันและกันมาโดยตลอด
- “แบ็คยาร์ด-เมดคิวรี” มอบกระเช้าสวัสดีปีใหม่ 2568 คณะผู้บริหาร “พริ้นซิเพิล แคปิตอล”
บริษัท แบ็คยาร์ด จำกัด และบริษัท เมดคิวรี จำกัด มอบกระเช้าสวัสดีปีใหม่ 2568 แด่พาร์ตเนอร์ คณะผู้บริหาร บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด วันที่ 6 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา คณะผู้บริหาร บริษัท แบ็คยาร์ด จำกัดและบริษัท เมดคิวรี จำกัด นำโดยคุณเอกฤทธิ์ ธรรมกุล กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยคุณอานนท์ ศิริพุทธชัยกุล ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายธุรกิจ Healthcare คุณอัมภาพร ล้ำเลิศศฤงคาร ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน คุณพานนท์ สุภิรัตน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานเทคโนโลยี คุณวัชรพันธ์ พิมลเศรษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย และคุณฉันทนัทธ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงาน Healthcare เป็นผู้แทนคณะผู้บริหารฯ นำกระเช้าสวัสดีปีใหม่เข้าพบคณะผู้บริหาร บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ นำโดยนายแพทย์กฤตวิทย์ เลิศอุตสาหกูล กรรมการผู้จัดการบริษัท เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ประจำปี พ.ศ. 2568 บรรยายภาพที่ 1: คณะผู้บริหารแบ็คยาร์ด-เมดคิวรี มอบกระเช้าสวัสดีปีใหม่แด่นายแพทย์กฤตวิทย์ เลิศอุตสาหกูล (ที่ 3 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการบริษัท พริ้นซิเพิล แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) จากนั้นคณะแบ็คยาร์ด-เมดคิวรีฯ ได้เข้าพบคุณธาริน เอี่ยมเพชราพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บริษัท พริ้นซิเพิล แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ตามด้วยคุณพวัสส์ ธนวุฒิศิรวัชร์ กรรมการบริหาร บริษัท พริ้นซิเพิล แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) และนายแพทย์ตะวัน จึงสมาน รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด เพื่อมอบกระเช้าสวัสดีปีใหม่ 2568 ในบรรยากาศที่เป็นกันเองและการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคณะผู้บริหารพริ้นซิเพิล แคปิตอล บรรยายภาพที่ 2: คณะผู้บริหารแบ็คยาร์ด-เมดคิวรี มอบกระเช้าสวัสดีปีใหม่แด่คุณธาริน เอี่ยมเพชราพงศ์ (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บริษัท พริ้นซิเพิล แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) บรรยายภาพที่ 3: คณะผู้บริหารแบ็คยาร์ด-เมดคิวรี มอบกระเช้าสวัสดีปีใหม่แด่คุณพวัสส์ ธนวุฒิศิรวัชร์ (ที่ 4 จากซ้าย) กรรมการบริหาร บริษัท พริ้นซิเพิล แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) บรรยายภาพที่ 4: คณะผู้บริหารแบ็คยาร์ด-เมดคิวรี มอบกระเช้าสวัสดีปีใหม่แด่นายแพทย์ตะวัน จึงสมาน (ที่ 4 จากซ้าย) รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด
- 4 เหตุผลที่โรงพยาบาลควรอัปเกรดระบบ Hospital Information System (HIS)
เพราะโรงพยาบาลเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวนมหาศาลเอาไว้ แน่นอนว่าการเก็บข้อมูลแบบ Manual นั้นย่อมก่อให้เกิดความผิดพลาดหรือความซ้ำซ้อน และอาจทำให้การทำงานเป็นไปอย่างล่าช้า ระบบสารสนเทศโรงพยาบาลหรือ Health Information System (HIS) จึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่เข้ามาช่วยให้การทำงานภายในโรงพยาบาลเป็นเรื่องง่ายขึ้น แต่ระบบ HIS ที่เลือกใช้เมื่อนานมาแล้วนั้น อาจไม่ตอบโจทย์กับการทำงานในปัจจุบันอีกต่อไปแล้ว MEDcury จะพาไปดูกันว่าทำไมโรงพยาบาลถึงควรพิจารณาอัปเกรดระบบ HIS ใหม่ได้แล้ว 1. เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บข้อมูล ตั้งแต่โรงพยาบาลมีการนำระบบ HIS เข้ามาใช้ ข้อมูลทั้งหมดของโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านการรักษาพยาบาล และข้อมูลด้านการบริหาร ก็จะถูกจัดเก็บเอาไว้ในระบบแทนการใช้แฟ้มเอกสาร ทำให้ง่ายต่อการค้นหา รวมไปถึงเป็นการเพิ่มความปลอดภัยในการใช้และเข้าถึงข้อมูล ลดอัตราการเสียหายและสูญหายของข้อมูล แต่ทุกวันนี้การให้บริการทางการแพทย์นั้นมีบริการและนวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย ปัญหาที่ตามมาคือระบบ HIS ที่ใช้งานอยู่ไม่รองรับกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ แม้จะมีวิธีการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอย่างการทำระบบในการจัดเก็บข้อมูลเสริมขึ้นมา หรือแม้แต่การกลับไปใช้ระบบเอกสารเพื่อเก็บข้อมูล แต่สุดท้ายข้อมูลในส่วนนี้ก็ไม่เชื่อมต่อเป็นระบบเดียวกันอย่างที่ควรจะเป็นอยู่ดี การอัปเกรดระบบ HIS ใหม่จึงเป็นการเพิ่มความสามารถในการเชื่อมต่อข้อมูลจากแผนกต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนมากกว่านั่นเอง 2. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรของโรงพยาบาล เมื่อข้อมูลทุกอย่างถูกจัดเก็บบนระบบเดียวกัน (Single Source of Truth) แล้ว บุคลากรจึงไม่จำเป็นต้องมาเสียเวลามากมายไปกับการค้นหาข้อมูลจากเอกสาร หรือแหล่งอื่น ๆ แบบ Manual อีกต่อไป ทำให้สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว และมีเวลาใส่ใจงานอื่น ๆ ที่มีคุณค่ามากขึ้น นอกจากนี้ด้วยระบบเครือข่ายที่เชื่อมโยงกัน เจ้าหน้าที่ในแต่ละแผนกของโรงพยาบาลจึงมองเห็นภาพรวมหรือมีทิศทางการทำงานที่ตรงกัน สามารถสื่อสารและประสานงานกันได้เป็นอย่างดี นำไปสู่ระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ 3. เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานโรงพยาบาล เพราะข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารทั้งหมด เช่น ข้อมูลด้านบุคลากร จำนวนผู้มาใช้บริการ รายรับ-รายจ่าย คลังยา คลังวัสดุอุปกรณ์ ข้อมูลเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น จะถูกสรุปออกมาจากฐานข้อมูลชุดเดียวกัน ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดแหล่งเดียวที่ถูกบันทึกไว้ จึงไม่สร้างความสับสนแก่คนในองค์กร และผู้บริหารสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปประกอบในการตัดสินใจวางแผนกลยุทธ์ การดำเนินงานต่าง ๆ และจัดเตรียมทรัพยากรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้ 4. เพิ่มคุณภาพการบริการให้แก่ผู้ที่มาใช้บริการ เมื่อโรงพยาบาลมีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ ผู้บริหารได้วางกลยุทธ์เป็นอย่างดี เจ้าหน้าที่แต่ละแผนกสามารถประสานงานกันได้อย่างไร้รอยต่อ สิ่งเหล่านี้ล้วนนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่สำคัญนั่นก็คือคุณภาพการบริการที่ดีให้แก่ผู้ป่วย โดยผู้ป่วยจะได้รับทั้งความสะดวกสบายและการรักษาที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมโรงพยาบาลถึงควรหันกลับมาพิจารณาว่าระบบ HIS ที่ใช้อยู่นั้นตอบสนองกับรูปแบบการให้บริการใหม่ ๆ ในปัจจุบัน และความต้องการของผู้รับบริการที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่กำลังเข้ามาแล้วหรือยัง MEDcury ผู้พัฒนาระบบ MEDHIS ที่ MEDcury เราได้พัฒนา MEDHIS ระบบสารสนเทศโรงพยาบาลที่สามารถติดตั้งได้ทั้งแบบ On-Cloud และ On-Premise เพื่อรองรับความยืดหยุ่นและการทำงานผ่านออนไลน์ในยุคดิจิทัล รวมถึงรองรับการเชื่อมต่อข้อมูลจากต่างสาขา และการเชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับระบบหรือฐานข้อมูลอื่น ๆ ทั้งจากหน่วยงานรัฐและเอกชน สนใจนำระบบ MEDHIS เข้ามาใช้ในองค์กรของคุณ? สำหรับใครที่อยากพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านสุขภาพ สามารถพูดคุยกับพวกเรา MEDcury ได้ที่ โทรศัพท์ : 02-853-9131 (ในเวลาทำการ 10:00 - 18:00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์) อีเมล : sales@medcury.health หรือกรอกแบบฟอร์ม คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MEDcury จากช่องทางอื่น Facebook : facebook.com/medcury.health/ LinkedIn : linkedin.com/company/medcury YouTube : https://www.youtube.com/@MEDcury










